สปีริตพระดอทคอม
ประวัติ ท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง สุดยอดปรมาจารย์ฆราวาสแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ประวัติ ท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง สุดยอดปรมาจารย์ฆราวาสแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่านปรมาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง มีนามเดิม"ฟ้อน"เกิดในราวพ.ศ.2426-2427 ณ ที่หมู่บ้านชุ้ง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ"นายสว่าง ดีสว่าง"เป็นบ้านโพง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา มารดาชื่อ"แพ่ง ดีสว่าง"เป็นคนบ้านชะอม อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 7 คน ตามลำดับดังนี้ 

1.นายสุวรรณ ดีสว่าง 
2.นางฟอง 
3.อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง 
4.นายฟุ้ง ดีสว่าง 
5.นายมี ดีสว่าง 
6.นายเลี่ยม ดีสว่าง 
7.นางลำดวน


ชีวิตเมื่อเยาว์วัย
บิดามารดาท่านได้อพยพครอบครัวไปอยู่ที่หมู่บ้านโพธิ์เก้าต้น จ.ลพบุรี ในช่วงปฐมวัยนี้เด็กชายฟ้อน มีสุขภาพไม่ค่อยดีมีโรคประจำตัวรุมเร้า(เป็นโรคริดสีดวงจมูก) บิดามารดาพยายามเยียวยารักษาจนสุดความสามารถ แต่โรคร้ายหาได้ทุเลาเบาบางลงไม่และในที่สุดเด็กชายฟ้อนก็ถึงกับจมูกโหว่"เรื่องที่ท่านอาจารย์ฟ้อน จมูกโหว่มีหลายท่านที่รู้ไม่จริงบอกว่าท่านอาจารย์ฟ้อนตัดปลายจมูกแลกวิชา"ไม่มีมนุษย์ที่ไหนเขาตัดจมูกแลกวิชาหรอกครับ พอท่านมีอายุได้ประมาณ 10 ขวบ บิดาท่านได้นำตัวท่านมาฝากไว้กับ"หลวงพ่อปลอด สุคันธจันทร์"ผู้เป็นหลวงน้าที่วัดกลาง จ.อยุธยา หลวงพ่อปลอด รูปนี้ท่านเป็นผู้ทรงคุณวิเศษในทางพระเวทย์วิทยา ที่สำนักวัดกลางในสมัยนั้น มีศิษย์วัดที่ร่วมสำนักเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก มีเด็กชายตาบ ทองสาริ และ เด็กชายปั่น สุคันธจันทร์ ผู้ซึ่งเป็นญาติสนิทรวมอยู่ด้วย ชีวิตประจำวันของเด็กชายฟ้อนมีความทุกข์ระทมขมขื่นเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่รังเกียจเดียดฉันของเพื่อนร่วมสำนักอยู่มาก จะมีก็เด็กชายตาบและเด็กชายปั่นที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พระหลวงน้าก็ดูแลไม่ทั่วถึง การเรียนเขียนอ่านไม่เก่ง อ่านออกเขียนได้ก็แต่"ฟ้อน"ตัวเดียว มีชีวิตอยู่ได้เพราะข้าวก้นบาตร ต่อมาเด็กชายตาบ ทองสาริ ได้บวชเป็นสามเณรศึกษาด้านเลขยันต์ ส่วนท่านอาจารย์ฟ้อน ก็มีภูมิรู้เท่าเดิมหลวงน้าเห็นว่ายังไปไม่ถึงไหนก็กวดขันมากขึ้นแต่ท่านอาจารย์ฟ้อน หาได้สนใจไม่เที่ยวเล่นไปตามประสา

"พระหลวงน้าบอกพระคาถาเมตตา" มีอยู่วันนึงเด็กชายฟ้อนอยู่กับพระหลวงน้าตามลำพังได้กราบเรียนถามพระหลวงน้าว่า"หลวงน้า ช่วยสอนวิชามือยาวให้ผมบ้างซิครับ" หลวงพ่อปลอดท่านพูดว่า"พิโธ่เอ๋ย เจ้าฟ้อนหนังสือยังอ่านไม่ออกสักตัวแล้วเอ็งจะเรียนวิชาอาคม" เด็กชายฟ้อนก็ได้เรียนบอกหลวงพ่อปลอดว่า"หลวงน้าก็สอนผมด้วยคำพูดซิครับ"แทนที่ท่านจะโกรธเคืองท่านกลับยิ้มด้วยความปรานี แต่เมื่อท่านหวนนึกถึงสภาพสังขารของหลานชาย เห็นว่าพิกลพิการ ต่อไปภายหน้าชีวิตในเพศคฤหัสถ์คงจะมีความยากลำบาก ท่านจึงได้ให้ท่านอาจารย์ฟ้อน บวชเณรโดยได้สอนพระคาถาเมตตามหานิยมให้เป็นอันดับแรก โดนท่านแนะเคล็ดลับในการเจริญภาวนา แต่ละครั้งจนมีความเข้าใจและขึ้นใจหลังจากนั้นก็นำไปปฎิบัติทดลองดูผล ความที่ท่านอาจารย์ฟ้อน มีความตั้วใจจริง มุ่งมั่นในการปฏิบัติจึงทำให้พระคาถามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอศัจรรย์ ทุกครั้งที่ท่านเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่หรือร่วมวงสนทนากับใครก็จะเป็นที่เมตตารักใคร่ หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้เรียนหรือต่อคาถาในบทใดอีกเลยเพราะพระหลวงน้าไม่มีเวลาว่าง เนื่องจากงานในพระศาสนาต่างๆ หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ได้มรณะภาพลงที่วัดมหาพฤฒาราม(วัดตะเคียน)กรุงเทพ เมื่อท่านอาจารย์ฟ้อนได้ทราบข่าวการมรณะภาพของพระหลวงน้าท่าน ท่านอาจารย์ฟ้อน ก็ได้แต่เสียใจและในขณะนั้นก็เหมือนมีอะไรดลใจท่านให้เข้าค้นกุฏีพระหลวงน้าท่าน จนพบตำราวิทยาคมซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ท่านอาจารย์ฟ้อนจึงถือครองกรรมสิทธิ์ในตำรานั้นแล้วรอจนเสร็จงานฌาปนกิจพระหลวงน้า ท่านอาจารย์ฟ้อน จึงได้นำตำราไปให้สามเณรตาบอ่านให้ฟังและจดจำร่ำเรียนอยู่หลายเดือน แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์สามเณรตาบผู้ปราดเปรื่องกับจดจำพระเวทย์วิทยาในตำรานั้นหาได้ไม่ หลังจากนั้นไม่นานท่านปรมาจารย์ฟ้อน ก็กลับไปอยู่กับบิดาท่านที่บ้านโพธิ์เก้าต้น จ.ลพบุรี เวลาให้หลังไม่นาน ครั้งนี้ท่านอยู่ในเพศสมณะดูเป็นที่น่าศรัทธายิ่ง ไม่ทราบว่าท่านบวชที่วัดใด ใครเป็นอุปัฌาย์อาจารย์ ซึ่งในช่วงเวลานี้สามเณรตาบก็บวชเป็นภิกษุเช่นกัน

ท่านปรมาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ในสมณะเพศ
พระภิกษุฟ้อนจำพรรษาที่วัดพระยาโศกหนึ่งพรรษาจากนั้นท่านก็ได้เดินทางไปหาที่สงบเพื่อทบทวนสรรพวิชา จนมาพบวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขต อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ชื่อ"วัดไก่ฟ้า"มีความร่มรื่น ผู้คนไม่พลุกพล่านท่านจึงปักหลักจำพรรษา ณ วัดไก่ฟ้าแห่งนี้

ณ.วัดไก่ฟ้าแห่งนี้เองที่ทำให้ท่านได้"พบสิ่งเร้นลับ"
วัดไก่ฟ้าแห่งนี้มีพระภิกษุชราจำพรรษาอยู่เพียงรูปเดียว ท่านมีนามว่า"หลวงปู่ดี"เย็นวันหนึ่งขณะที่พระภิกษุฟ้อน เดินทางมาถึงและหมายใจว่าจะอยู่จำพรรษาที่นี้ พระภิกษุฟ้อนได้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่ดีและแจ้งความจำนงที่จะของอยู่จำพรรษาที่นี้ หลวงปู่ดีท่านได้อนุญาติให้ภิกษุฟ้อน เข้าพักที่พระอุโบสถเก่าแก่หลังหนึ่ง เพราะว่าช่วงนั้นเสนาสนะของวัดไก่ฟ้าได้ชำรุดทรุดโทรมไปมากจะเหลือก็เพียงแต่กุฏิของหลวงปู่ดี

เมื่อพระภิกษุฟ้อนเข้ามาอยู่ในอุโบสถ ท่านก็ถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัดและเมื่อท่านมีเวลาว่างจากศาสนกิจ ท่านก็จะไปดูแลรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ดีอยู่เป็นประจำเพราะท่านเห็นว่าหลวงปู่มีอายุมากแล้ว
มีอยู่คืนหนึ่งช่วงหัวค่ำหลังจากท่านปฎิบัติศาสนกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านภิกษุฟ้อนก็เข้าไปดูแลหลวงปู่ดีเช่นเคย หากแต่เพียงว่าไม่พบตัวหลวงปู่อย่างเช่นเคย มีก็แต่แสงตะเกียงลานริบหรี่ ทันใดนั้นเองเพียงชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงลมพัดถูกฝากุฎิดังสนั่น พระภิกษุฟ้อนเหลียวไปดูก็พลันเห็นหลวงปู่ดีท่านออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ที่แขวนไว้ข้างฝากุฎิ และเดินมานั่งที่อาสนะพูดคุยอย่างเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พระภิกษุฟ้อนถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ เมื่อได้สติพระภิกษุฟ้อนก็เข้าไปกราบหลวงปู่ดีพร้อมทั้งนึกศรัทธาในอิทธิคุณของหลวงปู่ดี ภิกษุชรารูปนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพระภิกษุฟ้อน ครั้งนี้ทำให้ท่านไม่สามารถจำวัดได้เลย ท่านครุ่นคิดว่าตัวเราก็ได้ร่ำเรียนในพระเวทย์วิทยาของพระหลวงน้าเรามาก็มากแต่หาเทียมชั้นกับหลวงปู่ดีได้ไม่ จนทำให้ท่านตั้งจิตอธิษฐานว่า"ชาตินี้หากเราอยู่ในเพศสมณะต่อไปจะขอเจริญภาวนาจนบรรลุธรรมขั้นสูงให้จงได้"


"พบคัมภีร์พระเวทวิเศษสุด"
วันเวลาผ่านไปหนึ่งพรรษาในคืนหนึ่ง ณ อุโบสถวัดไก่ฟ้า ขณะที่พระภิกษุฟ้อนกำลังเจริญสมณธรรม ท่านได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้อยู่หลังพระประธาน ท่านรีบลุกขึ้นไปดู อาศัยแสงจากเทียนไข ท่านภิกษุฟ้อนได้เห็นหญิงสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ท่านจึงถามหญิงสาวผู้นั้นว่า"มีความทุกข์ด้วยสิ่งใดหรือโยม ถึงได้มาร้องไห้อยู่ที่นี้ ทำไมมาหาอาตมาในเวลาค่ำคืนออกมาคุยกันข้างหน้าเถิดโยม บางทีอาตมาอาจช่วยแบ่งเบาความทุกข์ได้บ้าง"หญิงผู้นั้นลุกเดินออกมา ก้มลงกราบท่านภิกษุฟ้อน 3 ครั้ง แล้วเล่าความทุกข์ให้ท่านฟัง"ดิฉันอาศัยอยู่ที่ต้นตะเคียนใหญ่หน้าอุโบสถนี้"เมื่อหญิงผู้นั้นบอกว่าอาศัยอยู่ที่ต้นตะเคียน ท่านภิกษุฟ้อนตระหนักอยู่ในใจว่าต้องเป็นนางตะเคียนเป็นแน่ ท่านจึงสำรวมจิตตั้งมั่นรับฟังความทุกข์ของนางตะเคียน

นางตะเคียนระบายความทุกข์ต่อไปว่า"ที่ดิฉันมาพบท่านอาจารย์ในยามค่ำคืนเนื่องจากพรุ่งนี้ชาวบ้านจะโค่นต้นตะเคียนที่ดิฉันอาศัยอยู่ เขาทำพิธีบวงสรวงแล้วดิฉันไม่สามารถขัดขืนได้ ครั้นจะไปร้องเรียนต่อท่านสมภารเห็นจะไม่ได้การ เนื่องจากท่านเคร่งครัดถือสันโดษไม่สนใจสิ่งแวดล้อมทั้งปวง ท่านคงไม่เป็นธุระให้แน่ เห็นก็จะมีแต่ท่านอาจารย์ที่พอจะช่วยคลายทุกข์ของดิฉันได้ พระภิกษุฟ้อนท่านก็รับปากจะช่วยพูดให้แต่"อาตมาไม่รับรองนะว่าจะสำเร็จหรือไม่"เมื่อนางตะเคียนได้ฟังดังนั้นก็ก้มลงกราบนมัสการลาท่านภิกษุฟ้อน

ท่านภิกษุฟ้อนยังนั่งนึกพะวงอยู่ว่าจะโดนลองดีหรือนี้กระไร แต่สิ่งที่ได้ยินได้เห็นก็กับตาตัวท่านเอง หรือ หลวงปู่ดีท่านจะสำแดงฤทธิ์ให้ได้เห็นอีกเป็นแน่ ท่านภิกษุฟ้อนกังวลใจเป็นแน่นหนักว่าจะเชื่อทางไหนดี ครั้นวันรุ่งขึ้นเมื่อฉันอาหารเช้าเสร็จก็ออกมารอชาวบ้านอยู่ที่ต้นตะเคียน เพียงสักครู่ก็ได้เห็นกลุ่มชาวบ้านขนเครื่องไม้เครื่องมือทั้งขวาน ทั้งเลื่อยแต่ละคนไม่รีรอที่จะตัดต้นตะเคียน ท่านภิุกษุฟ้อนก็ไม่รอช้าออกปากห้ามปรามชาวบ้านไม่ให้ตัดต้นตะเคียน"ช้าก่อนโยมต้นตะเคียนมีอายุนับร้อยกว่าปีอย่าไปโค่นเขาเลย อาตมาขอบิณฑบาตรซักครั้งเถอะ"
หาได้เป็นผลไม่ ชาวบ้านไม่พอใจภิกษุจมูกโหว่รูปนี้มาจากไหนถึงได้ถือดีมาห้ามไม่ให้ตัดต้นตะเคียน แม้แต่ท่านสมภารเจ้าวัดยังไม่ห้ามพวกตนเลย

ท่านภิกษุฟ้อนเห็นท่าไม่ดี จึงสำรวมจิตภาวนาพระเวทย์วิทยาที่ได้ร่ำเรียนมา เอาเวทย์มนต์เข้าช่วยดลจิตดลใจให้ชาวบ้านใจอ่อนแล้วเอ๋ยปากห้ามอีกครั้งหนึ่ง"คิดเสียว่าเห็นกับอาตมาสักครั้ง อย่าทำลายต้นตะเคียนเลย อาตมารับปากเจ้าของเขาไว้"ได้ผลทันตาเห็น ชาวบ้านกลุ่มนั้นเกิดใจอ่อน นั่งทำตาปริบๆเก็บเครื่องไม้เครื่องมือกราบลาท่านภิกษุฟ้อนไป ณ บัดนั้น


เหตุการณ์ตื่นเต้นก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีพระภิกษุฟ้อนก็รู้สึกโล่งอก ครั้นล่วงเข้ารัตติกาลในคืนนั้น ท่านภิกษุฟ้อนก็ได้เจริญสมณธรรมตามปกติอยู่หลายชั่วยามก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ครั้นท่านเข้าจำวัดครึ่งหลับครึ่งตื่น นางตะเคียนก็มากราบเรียกท่านอยู่ปลายเท้า ท่านรีบลุกขึ้นอย่างฉับพลันด้วยความหวั่นระทึกไดิฉันมาตามสัญญาแล้ว ของที่จะถวายสมนาคุณให้ท่านอาจารย์อยู่ที่ใต้ฐานพระประธานด้านหลัง ดิฉันทำเครื่องหมายไว้ถี่ถ้วน เพียงแต่งัดแผ่นอิฐเล็กน้อยก็จะพบของสำคัญสามสิ่ง แต่ขอให้ท่านอาจารย์เลือกเอาสิ่งเดียว กล่าวจบนางตะเคียนก็เดินหายไปทางประตูอุโบสถเหมือนปาฎิหารย์

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมันแน่นอยู่ในอก ท่านภิกษุฟ้อนจึงทำการค้นหาของแต่คืนนั้นเสียเลยว่าจะมีจริงดังนางตะเคียนได้กล่าวไว้หรือไม่ และก็เป็นจริงอย่างคำที่นางตะเคียนกล่าวไว้ทุกประการ เมื่องัดแผ่นอิฐออกก็พบโอ่งลวยลายสวยงามขนาดเล็กตั้งคู่กันอยู่สองใบ บนปากโอ่งมีหีบไม้ใบย่อมแกะสลักลวยลายวิจิตรพิสดารวางทับอยู่บนปากโอ่ง ท่านภิกษุฟ้อนหยิบหีบขึ้นมาดูก่อนแล้วเปิดดูพบคัมภีร์พระเวทย์ที่วางเรียงซ้อนกัน โดยเฉพาะเล่มบนลวยลายสวยงามเป็นพิเศษ เสร็จแล้วก็เปิดฝาโอ่งทั้งสองใบดูว่ามีสิ่งใดอยู่ข้างในโดยอาศัยแสงจากเทียนไข โอ่งใบแรกเมื่อเปิดดูก็พบมีเม็ดเงินกลมบรรจุอยู่เต็มโอ่งและโอ่งอีกใบมีทองคำบรรจุอยู่เต็มเช่นกัน ขณะนั้นท่านภิกษุฟ้อนตื่นเต้นมาก แต่เมือนึกถึงคำของนางตะเคียนที่บอกว่าให้เลือกเอาแต่เพียงสิ่งเดียว ท่านก็ทำจิตไม่ให้เกิดความโลภและคิดปรารภอยู่ในใจว่า"ตัวเราก้อยู่ในสมณะเพศ เงินทองย่อมไม่เกื้อกูลแก่เราเป็นแน่แท้ ท่านจึงขอรับคัมภีร์พระเวทย์ที่บรรจุอยู่ในหีบแ่เพียงเท่านั้น"

รุ่งเช้าท่านเปิดคัมภีร์พระเวทย์ออกดูเห็นตัวหนังสือในคัมภีร์จำหลักทองเหลืองอร่ามทั้งเล่ม ยิ่งกว่านั้นท่านได้พบวัตถุขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว2เม็ด ลักษณะมีสีแดงเข็มซุกซ่อนอยู่ที่มุมหนังสือ
แต่ไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดท่านจึงห่อผ้าเก็บใส่ยาม วันรุ่งจึงจะนำคัมภีร์ที่พบเดินลัดทุ่งไปให้พระภิกษุตาบอ่านให้ฟัง

วันรุ่งขึ้นท่านภิกษุฟ้อน นำคำภีร์พระเวทย์ใส่ย่ามเิดินลัดทุ่งไปหาพระภิกษุตาบศิษย์เอกหลวงปู่นวม พอท่านภิกษุตาบเห็นอักขระในคำภีร์พระเวทย์ก็สุดจะพรรณนาได้ อักขระทุกตัวล้วนเป็นสีทองเหลืองอร่ามแลดูเข้มขลังและเป็นของวิเศษน่าศรัทธายิ่งและเมื่อได้อ่านอักขระอย่างถ้วนถี่ก็ทราบว่ามีเวทมนต์คาถาต่างๆบอกอานุภาพแห่งพระคาถาทุกบท นอกจากนี้ยังมีวิชาอีกหลายอย่างล้วนมีค่าควรเมืองทั้งสิ้น

ที่สำคัญยังได้พบอักขระขอมแถวหนึ่งมีข้อความว่า"เม็ดโลหิตของบุรพาจารย์ผู้ใดได้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ย่อมสัมฤทธิ์ผลในสิ่งปรารถนาทุกประการ"เมื่อภิกษุฟ้อนทราบว่าวัตถุเม็ดสีแดง เป็นโลหิตของท่านบุรพาจารย์ ก็พาให้เกิดศรัทธามากยิ่งขึ้น จึงสำรวมจิตตั้งใจฟังคำอ่านอักขระแต่ละบทจากภิกษุตาบอย่างนิ่งสนิทด้วยความเพียรและมีอุตสาหะอย่างแรงกล้า ภิกษุฟ้อนจึงใช้เวลาไม่นานในการศึกษาคำภีร์พระเวทย์วิเศษสุด ท่านจำพระคาถาได้สิบกว่าบท แม้ท่านยังไม่เจนจบในพระคำภีร์แต่ทว่าพระคาถาแต่ละบทล้วนล้ำเลิศเป็นหนึ่งในปฐพี

หลังจากที่ท่านภิกษุฟ้อนได้ทบทวนพระคาถากับท่านภิกษุตาบแล้ว ท่านภิกษุฟ้อนจึงอำลากลับไปทบทวนภาวนาอยู่ในใจอาศัยที่ท่านรอบรู้หลักปฎิบัติวิชาการต่างๆมาก่อน จึงทำให้พระคาถามีคุณวิเศษมีความศักดิ์สิทธิ์ ท่านเริ่มทดลองวิชาสมานแผลเป็นอันดับแรกก่อน โดยใช้มีดโกนกรีดที่ต้นแขนของท่านเองเป็นแผลลึก แล้วนำเม็ดโลหิตของท่านบุรพาจารย์ฝังไว้ที่ต้นแขน ท่านสามารถสมานบาดแผลให้สนิทเหมือนเดิมได้ ซึ่งวิชานี้ก็ได้ตกทอดมาถึงศิษย์รุ่นหลังหลายคน

ทีนี้ก็ทราบกันแล้วนะครับว่าทำไมสายวิชาของท่านปรมาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ถึงต้องว่ากันด้วยเลือด..สำหรับหลายๆท่านที่ได้รับการประสะโลหิตสักกระหม่อมเลือดมาแล้วก็หมั่นระลึกนึกถึงครูอาจารย์ บทบูชาครูเช้า ค่ำอย่าให้ขาด..ท่านปรมาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง เคยกล่าวกับหลวงพ่อหนู เกสโลไว้ดังนี้"พระเวทย์วิชาที่ให้ไปก็เปรียบเหมือนเมล็ดพันธ์ เมื่อได้รับไปแล้วต้องหมั่นดูแล รดน้ำ พรวนดิน ถึงจะเจริญงอกงาม ถ้าเจ้าของไม่หมั่นดูแล พืชพันธ์ก็ไม่งอกงาม"คำกล่าวนี้ท่านปรมาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ได้ปรารภกับหลวงพ่อหนู เกสโล ขณะท่านปรมาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง นอนเล่นสูบกัญชาอยู่บนใบกล้วย



***********************************************
***********************************************



เรื่องเล่าจากลูกศิษย์อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง


ข้าพเจ้า ขอเล่าเท่าที่เคยรู้เคยเห็นด้วยตนเอง และ ทราบจากศิษย์รุ่นอาวุโส

 
           ผู้เล่า หมอประยูร จิตรโสภี เกิดที่บ้านตำบลช้างน้อย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อหมอขาว คุณแม่สมบุญ จิตรโสภี มีพี่น้องรวมกัน 6 คน ด้วยกัน เป็นชาย 2 และหญิง 4 คน ต้นตระกูลจิตรโสภีเป็นแพทย์แผนโบราณสืบทอดกันมาจนถึงข้าพเจ้า และลูกหลานจนถึงปัจจุบัน 

             ข้าพเจ้า ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปแผนโบราณ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2478 ข้าพเจ้า ได้มาอยู่ที่ภาคอีสานหลายจังหวัด เมื่อปี 2480 จึงได้มายึดภูมิลำเน่าตั้งถิ่นฐานอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา รับราชการ ณ เทศบาลเมืองนครราชสีมา และประกอบอาชีพส่วนตัว 
            ได้สมรสกับ นางสาว(แตงอ่อน)อ่อนศรี จิตรโสภี บุตรสาวคนเดียวของคุณพ่อเล็ก คุณแม่สมบุญ ประพิณอักษร ทนายความผู้มีชื่อเสียงของจังหวัดนครราชสีมา และได้เปิดร้านขายยาแผนโบราณ และรับตรวจรักษาโรคแผนโบราณ ตั้งแต่ปี 2484 จนถึงปัจจุบัน 
            เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2490 เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ และ ถ่ายทอดวิชชาความรู้ ของท่านพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์มอบให้แก่ผู้ที่สนใจศรัทธาที่จะเรียนรู้ 
            เมื่อต้นเดือน มีนาคม 2487 ณ ที่นี้ข้าพเจ้าขอเรียก ท่านพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์ว่า “ท่าน” มีศิษย์เก่าของท่านผู้หนึ่ง ได้มาชักชวนข้าพเจ้าไปเรียนวิชาจากท่าน เพราะวิชาของท่านเป็นวิชาที่ช่วยตนเองและผู้อื่นได้ เหมาะกับอาชีพของข้าพเจ้าซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณ ในขณะนั้นท่านได้มาพักอยู่ที่เรือนว่างของศาลเจ้าแม่ทับทิม ถนนโพธิ์กลาง ใกล้กับร้านขายยาของข้าพเจ้า ศิษย์ที่มาชักชวนเป็นผู้ที่นับถือชอบพอกับครอบครัวของข้าพเจ้ามาก ตามปกติข้าพเจ้าเป็นคนชอบศึกษาวิชาทางนี้มาตั้งแต่เดิมแล้ว สมัยยังเป็นหนุ่ม ๆ มีเพื่อนฝูงมากใครว่าอาจารย์ที่ไหนดีเป็นต้องไปหา แต่โดยส่วนมากทุกอาจารย์ที่ผ่านมา ท่านทำให้เฉพาะตัวเองเท่านั้น สักด้วยหมึกบ้าง ลงกระหม่อมบ้าง ฝังเข็มบ้าง ไม่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ข้าพเจ้าจึงเกิดความสนใจขึ้นเป็นพิเศษ ตกลงบอกกับศิษย์ของท่าน ข้าพเจ้าขอสมัครเป็นศิษย์ของท่านด้วยความเคารพ 
            เขาจึงแนะนำให้ข้าพเจ้า จัดเครื่องบูชาครู ซึ่งมีดังนี้ 
            1. ผ้าขาวอย่างดี 3 เมตร 
            2. ผ้าเช็ดหน้าสี่เหลี่ยมสีขาว 1 ผืน 
            3. มีดปลายแหลม (มีหมอ) ขนาดพอเหมาะ 1 เล่ม 
            4. เทียนบริสุทธิ์หนัก 1 บาท 1 ก้อน 
            5. เทียนบริสุทธิ์ ธูปหอม ดอกไม้ อย่างละ 2 ชุด 
            6. เงินค่าครู ตามแต่ท่านจะบอก (ตามขั้นตอนในการเรียน) 

            เมื่อจัดเครื่องบูชาครูให้ครบแล้ว เขาก็ไปกราบเรียนให้ท่านทราบ ว่าข้าพเจ้าและภรรยา จะมาขอเป็นศิษย์ เมื่อท่านอนุญาตแล้ว เขาจึงพาข้าพเจ้า พร้อม ภรรยาของข้าพเจ้า ไปกราบท่าน พร้อมเครื่องบูชา ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นและรู้จักท่านมาก่อน ตลอดทั้งพิธีรับศิษย์ก็ไม่เคยทราบเลย วันนั้นมีไปขอเรียนเพียง 2 คน เมื่อข้าพเจ้าและภรรยา ได้มองเครื่องบูชาครูให้ท่านแล้ว ท่านก็ได้พูดคุยไต่ถามถึงเรื่องอะไรต่าง ๆ อยู่นานพอสมควร 

            วันนั้น ตรงกับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2487 
            ท่านเริ่มพิธีรับศิษย์ โดยท่านนำผ้าเช็ดหน้าของแต่ละคน ทั้งสองผืน มาคลี่วางตรงหน้าของท่านแล้วนำแก้วเล็กวงลงบนผ้าเช็ดหน้า และ มีดลายแหลม (มีดหมอ) รวมทั้งมีดอีก 2 เล่ม ด้วยและมีปังตอของท่านอีกด้วย แล้วท่านก็หยิบมีดโกนมาสะบัดคม ข้าพเจ้าชักใจไม่ค่อยดี ขยับตัวออกห่างจากท่านนิดหน่อย (เพราะข้าพเจ้าเคยพบอาจารย์บางท่านชอบลองศิษย์ด้วยมีด ฟันบ้าง แทงบ้าง ข้าพเจ้าเคยถูกลองมาแล้ว) ขณะนั้นข้าพเจ้าระวังตัว และจับตาดูท่านตลอดเวลา พอท่านสะบัดมีดโกนแล้ว ท่านก็แลบลิ้นของท่านออกมาแล้วใช้มีดโกนเฉือนลิ้นของท่าน แล้วตามด้วยมีดปลายแหลมทีละเล่มแทงที่เพดานในปากของท่าน แล้วใช้มีดปังตอ ตอกด้ามมีดปลายแหลม เสียงกระทบดัง เพล๊ง ๆ เพล๊ง ๆ เพล๊ง ๆ เป็นจังหวะทีละเล่ม และมีดปลายแหลมติดอยู่ที่เพดานในช่องปากของท่าน ปล่อยให้เลือดไหลออกมาตามมีด และหยดลงในแก้วเล็กที่รองรับไว้ แล้วท่านก็สะบัดมีดออกจากเพดานในปากของท่าน ท่านทำจนครบมีดหมดทุกเล่ม แล้วท่านพ่นเลือดลงบนผ้าเช็ดหน้าทั้งสองผืน และเอาผ้าเช็ดหน้าประสานแผลเพดาน เสร็จแล้วก็อมน้ำบ้วนปาก อมบ้วน 3 ครั้ง เลือดหยุดแผลติดสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วท่านก็เอาเลือดที่รองไว้ในแก้วมาสักลงบนศีรษะของข้าพเจ้า และภรรยา (เรียกว่าลงกระหม่อม) ให้แล้ว และท่านก็ใช้หมึกดำสักที่กลางใจมือขวา และตาตุ่มขวาของข้าพเจ้า ส่วนภรรยาของข้าพเจ้า ท่านสักให้แต่ที่กลางใจมือขวาเท่านั้น เพราะเป็นสตรี และท่านก็ประสิทธิ์วิชาให้ มีพระคาถารักษาโรคต่าง ๆ และพระคาถาอื่น ไ อีกด้วยพร้อมทั้งมอบมีดปลายแหลม (มีดหมอ) คืนให้ใช้สำหรับไล่ภูตผีปีศาจ ส่วนผ้าเช็ดหน้าซึ่งประสระด้วยเลือด ให้ไว้ประจำตัวเพื่อคุ้มกันภัย 

            เมื่อเสร็จพิธีรับศิษย์แล้ว ก็ยังนั่งคุยอยู่กับท่านอีกนาน เพราะเมื่อตอนที่ข้าพเจ้าเห็นท่านใช้มีดโกนเฉือนลิ้น และใช้มีดปลายแหลมตอกเพดานนั้น ข้าพเจ้าตกใจมาก เพราะไม่เคยปรากฏแก่สายตามาก่อน หลังจากที่ท่านคุยอยู่นานพอควร ท่านก็ลุกจากที่นั่งไปขังตุ่มมังกรภายในห้อง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังฟ่อ ฟ่อ แล้วท่านล้วงมือลงไปในตุ่ม ยกมือชูขึ้นมาพร้อมกับ “งูเห่าตัวโตเท่าแขนแผ่แม่เบี้ยเต็มที่” พอข้าพเจ้าเห็นเท่านั้นเองข้าพเจ้าได้กราบลาท่านรับหนีกลับร้านทันที เพราะเรื่องกลัวงูนี้กลัวเป็นทุนเดิมของข้าพเจ้ามาก 

            ข้าพเจ้า ขอเล่าความหลังสมัยที่ยังอยู่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้าพเจ้าชอบยิงนก เมื่อฤดูเกี่ยวข้าว พี่สาวพี่เขยทำนา ที่นามีหนองน้ำใหญ่ พี่เขยบอกว่ามีนกดอกบัวมาลงที่หนองน้ำนั้นเสมอ วันนั้นข้าพเจ้าเตรียมปืนลูกซอง (เป็นปืนของพ่อ) ไปที่นาพี่สาวพี่เขยก็พบนกดอกบัวลงอยู่ที่หนองน้ำหลายตัว แต่อยู่ห่าง ๆ กัน ข้าพเจ้าจึงค่อยหมอบย่อง ๆ ไปที่หนองน้ำ เหยียบย่ำข้าวที่เขายังไม่ได้เกี่ยวไปเรื่อย ๆ จนใกล้ขอบหนองน้ำ ส่วนพี่สาวพี่เขยกำลังเกี่ยวข้าวอยู่กับอีกหลาย ๆ คน ตัวข้าพเจ้าเองก็นั่งรอให้นกเข้าใกล้ ๆ กัน จึงจะยิง อาจจะได้นกหลายตัว ขณะที่ข้าพเจ้านั่งคอยอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียง แกรก แกรก ห่างจากที่นั่งอยู่ประมาณ 1 วา ข้าพเจ้าสะดุ้งสุดตัว ...งูเห่า... โผล่หัวขึ้นมาชูคอแผ่แม่เบี้ยหรา ข้าพเจ้าตกใจสุดขีดจนตัวแข็ง พอได้สติก็ขยับปืนที่เล็งกำลังจะยิงนก หันปลายปากกระบอกปืนมาที่หัวงูทันที แต่เกิดลังเลเพราะคิดว่าถ้ายิงงู นกจะบินหนี ถ้ายิงนกแล้วงูล่ะ คงเล่นงานเราแน่นอน คิดไปคิดมาจึงตัดสินใจยิงงูดีกว่า เราจะได้ปลอดภัย แล้วก็ยิงงูทันทีในระยะใกล้มาก แรงดันของดินปืนทำให้งูลอยขึ้นทั้งตัวแล้วตกลงนิ่งบนกอข้าวไม่มีบาดแผลหรือรอยถูกปืนเลย ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่างูจะตายหรือยัง จึงถอดลำปืนและลูกซองปืนออก ใช้ด้ามปืนตีหัวงูจนเหลวเหละ แล้วฉีกชายผ้าขาวม้าทำบ่วงผูกคองูเข้ากับปลายปืนชูให้พี่เขยดู พร้อมกับเรียกให้เขาขี่ควายไปรับ ข้าพเจ้าเดินไม่ได้ก้าวขาไม่ออก เพราะกลัวว่าใต้กอข้าวอาจจะมีงูเห่าอีก พี่เขยได้ยินเสียงเรียกให้เอาควายไปรับพร้อมกับเห็นชูงูเห่า เขาคิดว่าข้าพเจ้าเดินกลับไม่ได้ เขาจึงเดินนำหน้าให้ข้าพเจ้าเดินตามหลัง ข้าพเจ้าก้าวไปตามรอยเท้าของเขาจนถึงคันนา “นี่แหละคือ อำนาจแห่งความกลัวงูเห่าของข้าพเจ้าที่ติดตัวมา” 

            วันนี้ มาพบท่านอาจารย์ฟ้อน จับงูเห่าเป็น ๆ แผ่แม่เบี้ยหรา ออกจากตุ่มมังกร ข้าพเจ้าจะอยู่ได้อย่างไร ก็รีบกลับร้านทันที ท่านอาจารย์พักอยู่ที่เรือนของศาลเจ้าแม่ทับทิม อยู่อีกหลายวัน ข้าพเจ้าไม่เคยไปพบท่านอาจารย์เลย ศิษย์เก่าเขาไปมาหาสู่ท่านทุกวัน เขาเคยถามข้าพเจ้าว่าไปพบท่านอาจารย์ปล่อยงูเห่าเมื่อไหร่แล้ว ข้าพเจ้าก็จะไปพบท่านอาจารย์ต่อมาก็มีศิษย์ที่ไปพบท่านมาบอกข้าพเจ้าว่าท่านอาจารย์ถามถึงข้าพเจ้า เขาบิกว่าได้เรียนให้ทานทราบว่าข้าพเจ้ากลัวงูเห่า ท่านก็หัวเราะ และพูดว่า คนกลัวงูเห่านี่แหละ วันหลังงูเห่าจะต้องกลัวเขา ท่านพักอยู่จนถึงเดือนเมษายน วันสงกรานต์ บรรดาศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือท่านต่างพากันไปรดน้ำให้ท่าน ข้าพเจ้าไม่กล้าไป ได้บอกฝากกับภรรยาไปว่าข้าพเจ้ากลัวงู ภรรยากลับมาบอกกับข้าพเจ้าว่า ท่านปล่อยงูเห่าตั้งแต่เช้าแล้วทั้งหมดเลย ข้าพเจ้าจึงได้ไปรดน้ำสงกรานต์ท่าน เสร็จแล้วก็อยู่พูดคุยกับท่าน ท่านบอกข้าพเจ้าว่า 

            พรุ่งนี้พ่อจะกลับวัดบึงพระอาจารย์ แล้วจะกลับมาที่นครราชสีมาอีก จะมาพักที่ร้านขายยาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารับกราบรับท่านด้วยความดีใจ ท่านไปไม่นานก็กลับมาพักที่ร้านขายยาของข้าพเจ้าจริง ๆ บรรดาศิษย์ทราบข่าวท่านมาพักที่ร้านขายยาของข้าพเจ้า ต่างพากันมาเยี่ยมคารวะท่าน รวมทั้งผู้ที่มาขอเรียนเป็นศิษย์อีกมาก มาจากที่ต่าง ๆ เช่น อำเภอต่าง ๆ ใจจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ รวมทั้งที่มาจากที่อื่น ๆ โดยเฉพาะศิษย์จากอำเภอห้วยแถลง และ อำเภอลำปลายมาศ จะมากันมากกว่าที่อื่น ท่านพักอยู่ที่ร้านขายยาจิตรโสภี ของข้าพเจ้าอยู่เป็นเดือน ท่านก็นำงูเห่ามาด้วยอีก 1 ตะกร้าหวาย รัวใหญ่ ๆ ประมาณ 10 ตัว ข้าพเจ้าทำลังไม้ฉำฉาขนาดใหญ่ให้ท่านใส่งูเห่า บางตัวก็ออกไข่ในลัง ระยะหลังนี้ข้าพเจ้าค่อยใกล้ชิดกับงูเห่าบ้าง ท่านนำออกมาให้กินน้ำบ้าง นำมาให้จับเล่นบ้าง ข้าพเจ้าก็ค่อย ๆ แตะต้องตัวงูเห่าลองจับขณะอยู่กับท่านดูบ้าง จนกระทั่งท่านมอบหน้าที่ให้ข้าพเจ้านำงูเห่าออกมาจากลัง เพื่อทดสอบจิตของศิษย์แต่ละคน โดยท่านให้เล่น ให้จับ ให้บังคับงูเห่า ต่อมาก็ให้เอางูเห่ากัด แล้วให้แก้ไขด้วยตนเอง เวลางูเห่าแผ่แม่เบี้ย ท่านก็ให้เอานิ้วมือหรือแขนแหย่ไปที่ปากของงูเห่าเพื่อให้กัด แต่งูกัดไม่ได้สักคนเดียว เพราะทุกคนจะชักมือหนีกันหมด ท่านก็ใช้ให้ข้าพเจ้าเอามือจับงูเห่าไว้มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งจับแขนศิษย์ที่จะสอบไปที่ปากงูเห่าเพื่อให้งูกัด ต้องทำอย่างนี้ทุกคน งูจึงกัดได้ เมื่อทุกคนถูกงูกัดแล้ว ก็ทำพิธีเจริญพระคาถาคาดพิษ ถอนพิษ หยิบพิษทิ้ง ก็ไม่มีใครเป็นอะไรเลย 

            มีอยู่วันหนึ่ง ศิษย์เก่าของทานมียศเป็นร้อยตำรวจเอก มาสอบจิตก่อนที่จะให้งูเห่ากัด ท่องพระคาถา คาดพา ถอนพิษ หยิบพิษทิ้ง ได้อย่างแม่นยำ พอข้าพเจ้าจับงูให้กัดที่แขนแล้ว เกิดตกใจลืมพระคาถาหมดนั่งหน้าซีดว่าอะไรไม่ได้เลย พิษงูวิ่งแล่นเข้าสู่หัวใจถึงกับล้มนอนหงาย ท่านก็บอกให้ข้าพเจ้าแก้ให้ คือถอนพิษ หยิบพิษทิ้งประมาณ 5 นาที ก็ลุกขึ้นนั่งคุยได้ เขาบอกว่าพอถูกกัดแล้วตกใจลืมพระคาถาหมดเลย ท่านอาจารย์ท่านบอกว่า “นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าจิตยังไม่ถึงอย่าไปเล่นมัน มันกัดเรา เราตกใจ นึกพระคาถาไม่ได้ แก้ตัวเองไม่ได้” แต่ถ้าถูกงูกัดคนอื่นไม่ใช่ตัวเรา ก็ไม่ตกใจ จำพระคาถาได้ ก็แก้ให้เขาได้ “ฉะนั้น ถ้าจิตยังไม่ถึงไม่ควรเล่นงูเห่า เอาไว้ช่วยคนที่ถูกงูกัดดีกว่า” 

            ระหว่างที่ท่านพักอยู่ที่ร้านขายยาของข้าพเจ้า มีผู้ที่เคารพศรัทธาในท่าน มาสมัครขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียบวิชชากันมากแทบทุกวัน ท่านต้องใช้เลือดมาก จึงต้องจัดหาอาหารบำรุงให้ท่านเป็นพิเศษ อาหารคาวที่ท่านชอบมากที่สุดคือ แกงเผ็ดปลาไหล ข้าวเหนียวก็ต้องหุงด้วยหม้อดิน ของหวาน มี ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน ผลไม้ ของหวานที่ท่านโปรดปรานมากที่สุดคือ ทองหยิบ วันไหนมีปลาไหลท่านต้องลงมือแกงเองตามความชอบของท่าน 

            นอกจากมีศิษย์ใหม่มาเรียนแล้ว ก็ยังมีคนป่วยมาให้ท่านรักษาแทบทุกวัน ท่านรักษาด้วยเวทย์มนต์พระคาถาใช้เสกปูนขาวทาให้บ้าง พ่นน้ำมันเดือดบ้าง เหยียบเหล็กเผาไฟแดง ๆ บ้าง รดน้ำมนต์บ้าง ฝังเข็มบ้าง แล้วแต่ทานจะพิจารณาโรคนั้น ๆ ท่านทำให้เองบ้าง ให้ข้าพเจ้าทำบ้าง แล้วแต่ท่านจะสั่ง ก็ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่พอใจของผู้ป่วยทุกราย 

            คืนวันหนึ่ง ข้าพเจ้าปิดร้านขายยาแล้ว ข้าพเจ้า กับ นายพุฒ ซึ่งเป็นผู้คอยเฝ้าดูแลท่านนั่งอยู่ในห้องกับท่าน ท่านพูดถึงเรื่องวิชาอาคมที่ได้ศึกษาเล่าเรียนกันไป ท่านเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เปรียบเสมือนให้พันธุ์ไม้เล็ก ๆ ไปต้นหนึ่งผู้รับเอาพันธุ์ไม้ไปต้องหมั่นรักษารดน้ำพรวนดินให้ปุ๋ยโดยสม่ำเสมอ พันธุ์ไม้นั้นก็จะเจริญงอกงาม มีดอก มีผล แตกกิ่งก้านสาขา น่าดูน่าชม หากผู้รับพันธุ์ไม้ไปแล้วปล่อยทิ้งให้เฉาเหี่ยวแห้งไป ในที่สุดก็ไม่งอกงาม เจริญลงไม่เจริญขึ้น ขณะที่ท่านพูดให้ฟังอยู่นั้น ในมือของท่านก็จับไม้ตะพดยาวเมตรเศษ สำหรับใช้ถือยันตัวเวลาเหยียบเหล็กแดงให้คนไข้ ท่านก็ใช้ไม้ตะพดที่ห้อยอยู่ ดึงลงมา แต่ดึงไม่ออกติดแน่นอยู่กับเพดาน จับสองมือโหนตัวดึงก็ยังไม่หลุด ผลที่สุดข้าพเจ้าต้องปล่อยให้ห้อยอยู่อย่างนั้นท่านจึงลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า เท่านี้ก็ดึงไม่ออก ท่านเอื้อมมือจับโคนไม้ตะพด ไม้ตะพดก็หลุดติดมือท่านมาทันที นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์มากสำหรับข้าพเจ้า ที่เห็นครั้งนั้นเป็นครั้งแรก 

            ศิษย์เก่า อ.ห้วยแถลง และ อ.ลำปลายมาศ เล่าให้ฟังว่า ทาสไปพักที่บ้านเขาซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟห้วยแถลง มีตลาดการค้าดีพอควร เช้าวันหนึ่ง ท่านถามเขาว่าที่ตลาดมีปลาตะเพียนสด ๆ ไหม อยากจะทานต้มยำปลาตะเพียน เขาก็เรียนท่านว่ามีแต่ปลาแช่น้ำแข็ง ส่งมาจากโคราช ท่านก็พูดว่าปลาแช่น้ำแข็งรสมันจืดต้มยำไม่อร่อย 

            ท่านจึงร้องสั่งว่า...เออไปเอากะละมังใบใหญ่ใส่น้ำมาให้ด้วย เขาก็ไปจัดหามาให้ท่าน ท่านฉีกกระดาษใส่ลงในกะละมังที่มีน้ำ แล้วบอกให้เขาเอาถาดมาปิดกะละมังประเดี๋ยวปลามันจะกระโดออกเขาจึงไปเอาถาดมาปิด เวลาปิดก็เห็นมีแต่เศษกระดาษลอยน้ำอยู่ แล้วทานสั่งให้คนไปต้มน้ำเตรียมต้มยำปลาตะเพียนไว้คอย เข้าก็ไม่จัดการตามที่ท่านสั่งเพราะเขาไม่เห็นมีปลาตะเพียน และแล้วท่านก็เรียกให้เขามานำปลาตะเพียนไปทำเกล็ดสั่งให้ใส่หน้าต้มยำเลย เขาก็ยังสงสัย ท่านบอกให้เขาเปิดถาดที่ปิดกะละมังออกแล้วยกไปจัดการได้ เขาก็เปิดถาดออกดู อุทานด้วยความตกใจ ปลาตะเพียนตัวโตขนาดเท่าฝ่ามือว่ายอยู่ในกะละมังประมาณ 10 ตัว เขาก็จัดการนำปลาตะเพียนซึ่งเกิดจากกระดาษ ที่ท่านทำเป็นปลาจริงไปต้มยำปลาตะเพียนมาให้ท่านรับประทาน นี่ก็นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์อีก

            ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2487-2489 ท่านต้องวนเวียนไปมาอยู่เสมอ เพราะท่านต้องมาจัดหาไม้เพื่อไปสร้างโบสถ์ที่วัดบึงพระอาจารย์ ไม้ส่วนมากได้มาจากศิษย์ที่มีโรงเลื่อยจักร จากอำเภอสี่คิ้ว อำเภอห้วยแถลง อำเภอลำปลายมาศ แต่ทุกครั้งที่ท่านมา จะต้องมาพักที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้า ถือเป็นจุดศูนย์กลางของศิษย์ภาคอีสาน การอบรมศิษย์ของท่าน ท่านสอนให้เป็นผู้ประพฤติแต่ความดี มีศีลธรรม ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นแม้แต่สัตว์ เช่น งูเห่า ที่ท่านนำมานี้ ท่านก็ไม่ให้ทำร้ายเขา ลามีกำหนดวันที่จะปล่อยเขาให้ไปมีอิสสระภาพตามธรรมชาติ ถึงกำหนดวันก็ปล่อยทันที ที่เอามานี่ก็เป็นการทรมานอยู่บ้าง แต่เพื่อประโยชน์ในการสอบจิตของศิษย์ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนไปแล้ว 

            การใช้พระคาถาของท่าน ท่านแนะนำทำจิตให้เป็นสมาธิแล้วตั้งธาตุต่อไปจึงเจริญพระคาถา การจุดธูปบูชาพระ ท่านให้ใช้ธูป 5 ดอก กราบ 5 ครั้ง ความหมายของท่านคือ 1.พระพุทธ 2.พระธรรม 3.พระสงฆ์ 4.พระบิดา-พระมารดา 5. พระครูอุปัชฌา ครูบาอาจารย์ เวทย์มนต์พระคาถา 

ศิษย์ท่านส่วนมากจึงปฏิบัติอย่างนี้ แม้แต่กราบท่านก็กราบ 5 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2487 ท่านได้มาจัดตั้งกองกฐินขึ้นที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้า แล้วนำไปทอดถวายที่วัดบึงพระอาจารย์ จังหวัดนครนายก คณะศิษย์จากภาคอีสานพร้อมกับข้าพเจ้าได้เดินทางไปร่วมถวายกฐินพร้อมกับท่านอาจารย์ เพราะวัดนี้เป็นวัดที่ท่านกำลังก่อสร้างโบสถ์ ไปพบปะสังสรรค์กับศิษย์รุ่นอาวุโสหลาย ๆ ท่าน มีศิษย์อาวุโสที่นครนายกท่านหนึ่งเล่าว่า บ้านของท่านอาจารย์สร้างอยู่ติดกับวัดนี้ เดิมเป็นที่ดินผืนนาของพระองค์เจ้าหญิงฯ...และท่านได้ขอที่ดินจากพระองค์เจ้าหญิงฯ...เพื่อสร้างบ้านและพระองค์เจ้าหญิงฯ...ก็ประทานที่ดินให้แก่ท่านอาจารย์

            ศิษย์ทางภาคอีสานที่มีโรงเลื่อยจักร ต่างก็พากันให้ไม้สำหรับสร้างบ้านท่านอาจารย์จนเสร็จ ทานก็พักอยู่ที่บ้านหลังนี้ ท่านก็พักอยู่ที่บ้านหลังนี้ ท่านชอบปลูกต้นไม้ในที่ว่าง เช่น ต้นกล้วย เป็นต้น 
            วันหนึ่งท่านคิดจะถางหญ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในวัดท่านจึงเรียกเด็กวัดแล้วชวนเด็กเล่นซ่อนหา ถ้าใครหาท่านพบจะให้รางวัล ถ้าไม่พบก็บอกว่ายอมแล้ว เด็กทุกคนก็ปิดตาหันหลังให้ท่านทันที สักครู่หนึ่งท่านบอกว่า เอาละ...เด็ก ๆ ก็เปิดตาต่างพากันวิ่งหาท่าน พากันหาจนเหนื่อยก็ไม่พบท่าน เด็กต่างพากันร้องว่าผมยอมแล้ว ท่านจึงส่งเสียงบอกว่า อยู่ที่นี่โว้ย เด็ก ๆ มองไปดูตามเสียง เห็นท่านนอนอยู่บนทางใบกล้วย แล้วท่านก็ลงมาแจกสตางค์ให้เด็ก ๆ ไปกินขนม...นี่ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์ของท่านอีก

            สิบเอกแช่ม เวชสูงเนิน ศิษย์อาวุโสเล่าว่าเคยไปเที่ยวบนเขาอีโต้กับท่าน ขึ้นไปจนเหนื่อยท่านชวนให้นอนพักใต้ต้นไม้ ใช้ผ้าขาวม้าปูรองนอนทานใช้ให้ไปหาหินมารองหนุนศีรษะจึงไปหามาได้ 2 ก้อน คนละก้อน ต่างคนต่างนอนและคุยกันบ้าง มีตอนหนึ่งท่านถามว่า เฮ้ย!...แช่ม...บนเขานี้มีเต่าไหมวะ ? ก็ตอบว่าไม่มีหรอกครับ บนเขาไม่มีบ่อน้ำ เต่าจะมาอยู่ได้อย่างไร ขณะที่ท่านอาจารย์ถามนั้น สิบเอกแช่มนอนตอบทาน สักครู่ศีรษะของเขาก็ตกจากหิน เขาก็ลุกขึ้นมามองเห็นหินที่ตนหนุนศีรษะอยู่นั้นกลายเป็นเต่ากำลังคลานไป ท่านอาจารย์หัวเราะแล้วพูดว่า ไหนว่าบนเขาไม่มีเต่า...นี่ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์อีก 

            วันหนึ่ง ข้าพเจ้าเดินทางไปกรุงเทพฯ ขึ้นรถไฟที่สถานีนครราชสีมา (สมันนั้นยังไม่มีถนนมิตรภาพ) ไปถึงสถานีรถไฟก็พบท่านเจ้าคุณจันโทปมาจารย์ วัดสุทธจินดา (ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิสมพร จังหวัดอุดรธานี) ท่านไปส่งท่านสมเด็จธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส (วัดสามปลื้ม) ทานเจ้าคุณจันโท ก็กราบเรียนท่านสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมัยนั้นท่านยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งสมเด็จ) ว่า ข้าพเจ้าคือ หมอประยูร จิตรโสภี ลูกศิษย์ท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง สมเด็จฯ ท่านจึงถามข้าพเจ้าว่าจะไปไหน ข้าพเจ้ากราบเรียนท่านจะไปกรุงเทพฯ สมเด็จฯ ท่านจึงรับสั่งว่า เออดีแล้ว ไปซื้อตั๋วชั้นหนึ่งนะจะได้นั่งคุยกันไป ไม่พบอาจารย์ฟ้อนมานานแล้ว มาพบลูกศิษย์ก็ยังดี ข้าพเจ้ารีบไปซื้อตั๋วรถไฟ แล้วมาพบท่านสมเด็จฯ เพื่อนนั่งรถไฟไปพร้อมกัน 
            ขณะนั่งรถไฟไปนั้น สมเด็จฯท่านพูดถึงท่านอาจารย์ฟ้อนว่า เมื่อก่อนนานปีมาแล้วอาจารย์ฟ้อนชอบไปที่วัดสามปลื้มเสมอ ๆ ที่บ่อจระเข้ในวัดสมัยนั้นมีอาจารย์สักเลขยันต์ และภาพต่าง ๆ หลายคนอาศัยอยู่ที่นั่นแหละ ทุกคนติดกัญชา และทุกคนต้องมีบ้องกัญชาประดับตกแต่งสวยงามเป็นประจำของตัวทุกคน อาจารย์ฟ้อนชอบไปดูไปคุยกับพวกหมอสัก บางครั้งก็ลองสูบกัญชากับเขาบ้าง วันไหนอารมณ์ดีอาจารย์ฟ้อนจะเรียกเด็ก ๆ ที่ไปดูจระเข้ ให้เข้ามาช่วยกันจับนกพิราบขาว ท่านบอกเด็กว่า นกพิราบขาวมันอยู่ในบ้องกัญชา แล้วท่านจัดแจงสูบกัญชา ท่านบอกกับเด็ก ๆ ว่าระวังนะช่วยกันจับนกพิราบขาวให้ได้ท่านจุดกัญชาสูบแล้วพ่นควันออกจากปาก กลายเป็นนกพิราบขาวบินกันขวักไขว่ไปหมด เด็ก ๆ ชอบใจวิ่งไล่ช่วยกันจับ แต่จับนกไม่ได้สักคนนกพิราบขาวบินหนีไปหมด...นี่ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์ของท่านอีก

            วันหนึ่งท่านสมเด็จฯ มุระจะปรึกษาหารือกับอาจารย์ฟ้อน ท่านจึงให้พระไปดูที่สระจระเข้ ถ้าพบก็เชิญให้ไปพบสมเด็จฯสักหน่อย พระไปพบท่านพอดีจึงเชิญไปพบสมเด็จฯ เมื่อมาพบ ท่านสมเด็จฯได้ปรึกษาหารือไต่ถามขอความช่วยเหลือว่า มีสามเณรในวัดนี้อยู่รูปหนึ่งเป็นศิษย์ของพระมหา เป็นสามเณรที่ดีปฏิบัติกิจวัตร ขยันหมั่นเพียรเรียนหนังสือธรรมวินัย รับใช้พระภิกษุในวัดโดยไม่มีความรังเกียจ ภิกษุสามเณรทุกรูปต่างรักใคร่ กลางคืนดูหนังสือดึก ๆ ทุกคืน แต่น่าสงสารเวลาสอบนักธรรมตรี สอบตกทุกปี เหมือนคนปัญญาทึบ ส่วนพระมหาที่เป็นพระอาจารย์ของสามเณรนั้นปัญญาดีมาก สอบได้ทุกปีตลอดมา สมเด็จฯได้ถามว่า ท่านอาจารย์ฟ้อนพอจะมีทางช่วยเหลือสามเณรบ้างไหม ท่านก็เรียนสมเด็จฯว่าได้ครับ แต่ร้องทำพิธีถ่ายเลือด สมเด็จฯถามท่านว่าถ่ายเลือดอย่างไร ท่านตอบว่าต้องเอาเลือดของพระมหามาให้สามเณร สมเด็จฯก็ให้พระไปนิมนต์พระมหากับสามเณรมาพบท่านอาจารย์ฟ้อน สมเด็จฯได้รับสั่งให้พระมหากับสามเณรฟังพระมหารักและสงสารสามเณรมากยินดี ให้อาจารย์ฟ้อนทำให้ พอดีวันนั้นเป็นวันโกน พระมหากับสามเณรก็ปลงผมมาเรียบร้อยแล้ว ท่านอาจารย์ฟ้อนก็ขอมีดโกนจากสมเด็จฯ เมื่อได้มีดโกนแล้วท่านก็ทำพิธีถ่ายเลือดต่อหน้าสมเด็จฯ

            โดยท่านใช้มีดโดนกรีดที่หนังศีรษะของสามเณรเป็นแผลยาวประมาณ 1 นิ้ว ลึกถึงกะโหลกศีรษะ แต่ไม่มีเลือดออกมาเลยแผลอ้าเนื้อขาว แล้วอาจารย์ฟ้อนก็ใช้มีดโกนกรีดศีรษะพระมหามีเลือดไหลออกมา ท่านใช้มีดโกนช้อนเลือดจากศีรษะของพระมหานำมาใส่ที่แผลบนศีรษะของสามเณร ช้อนเลือดใส่นานพอสมควรเลือดก็หยุดแล้วท่านใช้มือลูบศีรษะของสามเณรแผลติดสนิทเหมือนไม่มีอะไร แล้วทาสนก็ใช้มือลูบที่ศีรษะของพระมหาเลือดก็หยุดแผลก็ติดสนิท เหมือนไม่มีอะไรเช่นกัน ในปีนั้นสามเณรสอบนักธรรมตรีได้ และสอบได้เรื่อย ๆ มาทุกปี...นี่ยิ่งอัศจรรย์ยิ่ง 

            ข้าพเจ้านึกถึงการถ่ายเลือดชนิดนี้ขึ้นมาทันทีว่า ครั้งหนึ่งเมื่อท่านอยู่ที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้า ท่านเคยใช้มีดโดนกรีดศีรษะของข้าพเจ้า แล้วท่านตอกเพดานของท่าน เอาเลือดเทใส่แก้วแล้วเอามาป้ายที่ศีรษะตรงรอยกรีดของมีดโดน คงจะเป็นการถ่ายเลือดแบบเดียวกันกับพระมหากับสามเณรเป็นแน่กระมัง 

            จุดประสงค์ของท่าน ท่านรู้ของท่านผู้เดียว ข้าพเจ้าไม่สามาระจะรู้ได้ เรื่องการถ่ายเลือดพระมหาให้สามเณรนี้ สมเด็จฯท่านพูดว่าอาจารย์ฟ้อนมีจิตสูงมาก ธรรมดาแผลถูกมีดหรือของมีคมเลือดต้องพุ่งออกมาทุกราย แต่ท่านอาจารย์ฟ้อนทำพิธีถ่ายเลือดนี่แปลก คือ คนที่ต้องการจะถ่ายเลือดให้เมื่อใช้มีดโกนกรีดลงไปไม่มีเลือดไหลออกมาปากแผลอ้าเฉย ๆ เมื่อป้ายเอาเลือดจากผู้ถ่ายให้ใส่ลงไปในแผลเลือดก็หายไปในแผล เสร็จแล้วใช้มือลูบแป๊บเดียวเลือดหยุดไหลแผลติดสนิทอย่างนี้แสดงว่าอาจารย์ฟ้อนท่านมีจิตสูงมาก พร้อมกับได้บรรยายเรื่องให้เขาฟัง สมเด็จฯเล่าว่าอาจารย์ฟ้อนเคยฝังเข็มเหล็กให้ท่านในสมัยโน้น เมื่อรถไฟถึงสถานีหัวลำโพงแล้ว ข้าพเจ้าก็กราบลาท่านสมเด็จฯ

            ขุนประชาบริบาล อดีตนายอำเภอหลายจังหวัดบ้านเดอมท่านอยู่ที่ตำบลปากบาง อำเภอพรม จังหวัดสิงห์บุรี เป็นศิษย์อาวุโสที่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์มาก ระหว่างที่ท่านอาจารย์มาพักอยู่ที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้า ขุนประชาฯ ก็จะติดตามท่านมาเสมอบางครั้งท่านอาจารย์กลับแล้วแต่ขุนประชาฯยังไม่กลับคงค้างอยู่กับข้าพเจ้าเรื่อย ๆ เพราะรักใคร่ชอบพอกันมาก ข้าพเจ้าเคารพขุนประชาฯ ในฐานะศิษย์ผู้อาวุโสและญาติผู้ใหญ่ เป็นผู้ที่ทราบประวัติของท่านอาจารย์ดีมากเปิดเผยไม่เคยปกปิด เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง เกิดที่บ้านตรงข้ามช่างแสง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วท่านก็เตร็ดเตร่เร่ร่อนไปเรื่อย ๆ 

            หลวงพ่อปลอด อาจารย์เดิมของท่านอาจารย์ซึ่งเป็นน้าชายเป็นพระที่เรืองวิชารูปหนึ่งในสมัยนั้น หลวงพ่อปลอดท่านมีนิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือขวาติดกันมาแต่กำเนิด วัดที่ท่านอยู่อาศัยหลังคามุงกระเบื้อง ระหว่างเข้าพรรษาเวลาทำบุญบนศาลาฝนตกหลังคารั่วน้ำหยดไหลเปียกศาลา หลวงพ่อปลอดท่านก็ยื่นมือขวาของท่านขึ้นไปขยับกระเบื้องแก้ไขไม่ให้น้ำฝนรั่วลงบนศาลาได้อย่างอัศจรรย์ มะพร้าวต้นสูง ๆ เวลามีลูกจะกินลูกอ่อนหรือลูกแก่ไม่ต้องขึ้นต้นหลวงพ่อปลอดใช้มือขาเอื้อมขึ้นไปปลิดลงมาสบาย ๆ ขุนประชาฯ เล่าว่าเมื่อท่านอาจารย์บวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่ทีวัดสระเกศ กรุงเทพฯ พอออกพรรษชอบเที่ยวธุดงค์ 

            ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์ไปพักที่วัดร้างแห่งหนึ่งชื่อเดิมว่า วัดไก่ฟ้า อยู่ที่คลองหันสังข์ อำเภอบางประหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวัดมีโบสถ์เก่า ๆ บานประตูก็ไม่มี กับศาลาเก่า ๆ กฏิก็ไม่มีท่านไปนอนพักอยู่ในโบสถ์ คืนวันหนึ่งขณะที่ท่านอาจารย์นั่งทำสมาธิจิตอยู่ จุดธูปเทียนไว้หน้าพระประธานมีความสว่างพอสมควร ท่านได้ยินเสียงคนมาร้องไห้กระซิก ๆ อยู่ข้างหลังท่านก็ลืมตาเหลียวไปดูเห็นหญิงคนหนึ่งผมยาว นุ่งห่มแบบคนโบราณพื้นบ้าน นั่งหมอบร้องไห้อยู่ ท่านอาจารย์จึงถามไปว่า โยมอยู่ที่ไหน มีเรื่องอะไร จึงมาร้องไห้อยู่ในโบสถ์นี้ ซึ่งเป็นเวลาค่ำคืนอันเป็นการไม่เหมาะสม เพราะฉันเป็นพระโยมเป็นผู้หญิงมีเรื่องอะไรก็ควรจะมาหาพรุ่งนี้เช้าก็ได้ โยมกลับไปบ้านโยมเสียก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ หญิงคนนี้หมอบกราบท่านอาจารย์แล้วเล่าให้ฟังว่า ดิฉันมีความจำเป็นและมีทุกข์มากที่สุดจึงต้องมาหาท่านในเวลาค่ำคืนที่อยู่ของฉันใกล้ ๆ กับโบสถ์นี้เอง ไม่มีบ้านไม่มีเรือนฉันอยู่ในโพรงต้นตะเคียนข้างโบสถ์นี้มาเป็นเวลานานแล้วเมื่อ 2-3 วันมานี้ มีคนเขามาทำพิธีบวงสรวงขอโค่นต้นตะเคียนนี้ เขาจะเอาไปต่อเรือยาวสำหรับแข่ง เขาพากันทำเครื่องมือสำหรับโค่นต้นตะเคียงมาพิงไว้ที่ต้นตะเคียงแล้ว และเช้าพรุ่งนี้เขาจะโคล่นต้นตะเคียนแล้ว เรื่องทุกข์ของฉันเป็นอย่างนี้ จึงรีบมาหาท่านในเวลาค่ำคืน เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยห้ามอย่าให้เขาตัดโค่นต้นตะเคียนเลย เพราะฉันไม่มีที่อยู่ ท่านอาจารย์ได้ฟังแล้วก็รับปากว่าจะช่วย แล้วหญิงนั้นก็ลากสับไป รุ่งเช้าท่านอาจารย์ก็เตรียมตัวออกบิณฑบาต ก่อนจะไป ท่านได้เดินตรวจดูต้นตะเคียนในวัด เห็นโคนต้นตะเคียนเป็นโพรงขนาดเข้าไปนั่ง นอน เล่นได้สบาย ประมาณอายุของต้นตะเคียนนี้เป็นร้อย ๆ ปี โคนต้นระเคียนมี เลื่อยชัก ขวาน มีด พิงอยู่ และมีศาลเพียงตาที่เขาทำพิธีบวงสรวงตั้งอยู่ ท่านอาจารย์ก็คิดรู้ว่าหญิงคนนั้นต้องเป็นนางตะเคียนและอาศัยอยู่ที่นี่ เป็นเทพที่สามารถแสดงตนได้ แล้วท่านจึงออกเดินไปบิณฑบาตแล้วกลับมานั่งฉันอาหารในโพรงต้นตะเคียนนั้น ขณะที่นั่งฉันอยู่ท่านมองออกไปกลางทุ่งข้างวัดเห็นคนเดินมาเป็นแถว 10 กว่าคน มุ่งหน้ามาที่วัดตรงมาที่ต้นตะเคียนท่านอาจารย์ก็นั่งฉันอาหารเรื่อย ๆ จนคนพวกนั้นมาถึงเขาก็พากันเข้าไปหาท่าน ท่านก็พูดคุยถึงสาเหตุที่พากันมาที่นี่เพื่อประสงค์อะไร เขาก็เล่าให้ท่านฟังว่าพวกเขามาหาต้นตะเคียนตามวัดร้างมาหลายแห่งเพื่อจะนำไปทำเรือยาวสำหรับแข่ง จนมาพบต้นตะเคียนต้นนี้มีขนาดใหญ่โต ยาวและตรงดี ทุกคนมีความพอใจ จึงมาทำพิธีบวงสรวงขอโค่นต้นตะเคียนต้นนี้ไปทำเรือยาว และที่พากันมาเช้าวันนี้ก็เพื่อมาโค่นต้นตะเคียนต้นนี้ ท่านอาจารย์ก็พูดให้เขาฟังว่า ฉันมาที่นี่เห็นเป็นวัดร้างมีแต่โบสถ์เก่า ๆ ศาลาเก่า ๆ หลังคาก็รั่ว กุฏิก็ไม่มีถ้าฝนตกก็อาศัยลำบาก จึงอยากจะมาช่วยบูรณะวัดร้างนี้ให้เป็นวัดไม่ร้าง ฉันได้มาอาศัยโพรงระเคียนนี้เป็นที่พักกันแดดกันฝน แต่โยมจะมาโค่นต้นตะเคียนนี้ก็เป็นเรื่องของโยม แต่ขอให้ฟังฉันพูดสักหน่อยก่อนนะ 

            วัดไก่ฟ้านี้เป็นวัดร้างมานานคงจะสร้างแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต้นตะเคียนต้นนี้จะเกิดก่อนสร้างวัดหรือสร้างวัดแล้วจึงเกิดก็ไม่มีใครรู้ได้แต่ทุก ๆ คนก็คงสันนิษฐานได้ว่าอายุของต้นตะเคียนนี้ต้องเป็นร้อยปี ต้นไม้ใหญ่ใบหนากิ่งก้านสาขามากมาย ย่อมเป็นที่อาศัยของสัตว์ได้อยู่ได้อาศัย เช่น นกเป็นต้น แม้แต่คนหรือสัตว์เดินดินยังได้อาศัยร่มเงาบังแดดบังฝน และที่สำคัญก็เป็นสมบัติของวัดในพระพุทธศาสนา หน้าที่ของชาวพุทธควรจะช่วยกันสร้างสรรค์บูรณะให้ดีขึ้น ๆ ไม่ใช่ช่วยกันทำลายสมบัติของวัด ฉันมาเห็นวัดร้างนี้ก็ตั้งใจว่าจะช่วยญาติโยมบูรณะให้ดีขึ้น และฉันก็ได้อาศัยโพรงตะเคียนต้นนี้เป็นที่พัก กันแดดกันฝนชั่วคราว เมื่อพวกโยมจะพากันโค่นตะเคียนต้นนี้ ฉันก็ไม่ว่าอะไรดอก แต่ฉันจะนั่งอยู่ในโพรงตะเคียนนี้จนกว่าพวกโยมจะโค่นเสร็จ คนพวกนั้นก็พากันออกมานั่งปรึกษาหารือกันนานอยู่พักหนึ่ง แล้วพากันเข้าไปกราบท่านอาจารย์ บอกกับท่านว่าพวกผมทุกคนตกลงใจกันแล้วว่า จะเลิกล้มการตัดโค่นตะเคียนต้นนี้ และขอให้ท่านอยู่บูรณะวัดนี้ต่อไป แล้วพากันกราบลาทานอาจารย์กลับ พร้อมด้วยเครื่องมือตัดโค่นซึ่งนำมาทำพิธีเตรียมไว้ 

            ขุนประชาฯ เล่าว่าถ้าพวกนั้นขืนตัดโค่นต้นตะเคียน ในขณะที่ท่านนั่งอยู่ในโพรงตะเคียนนั้น เครื่องมือที่นำมาตัดโค่นคงไม่สามารถทำลายต้นตะเคียนได้ เข้าใจว่าเลื่อยต้นตะเคียนไม่เข้าแน่ ๆ เพราะเคยพบเห็นมาแล้ว ท่านเคยให้คนใช้เลื่อยตัดไม้ชนิดชักหัว – ชักท้าย สองคนเลื่อยขาท่านเอง สองคนช่วยกันคัดครองเลื่อยมาคมกริบ ท่านอาจารย์ถลกโสร่งเหยียดขาท่อนบนให้สองคนเลื่อยขาท่าน สองคนช่วยกันเลื่อยขาท่านอาจารย์ ชักไป ชักมาจนเหงื่อตกก็ไม่เข้าเนื้อลื่นพรืด ๆ ไปหมด จนเหนื่อยพากันหยุดพัก พอหายเหนื่อยท่านให้เลื่อยใหม่ คราวนี้พอชักเลื่อยพรืดเดียวแผลลึกถึงกระดูกขาเลือดไหลนอง สองคนมืออ่อนวางเลื่อยทันที ท่านอาจารย์กลับบอกว่าเลื่อยต่อไปซิ เลื่อยให้ขามันขาดเป็นสองท่อนเลยจะได้ต่อง่าย สองคนนั้นไม่ยอมเลื่อยต่อ หน้ามือเป็นลา ท่านอาจารย์ก็เลยใช้มือลูบที่แผลเลือดหยุดแผลติดสนิท สองคนหายเป็นลมแล้วลุกขึ้นกราบขออภัยท่านอาจารย์ 

            ต่อไปนี้ ขอพูดถึงเรื่องต้นตะเคียนต่อ เมื่อคนพวกนั้นกลับกันหมดแล้ว ท่านก็เดินเข้าโบสถ์ทำกิจ และพักผ่อน คืนวันนั้นนางตะเคียนก็มาหาท่านอาจารย์ในโบสถ์อีก แต่มาคราวนี้ยิ้มแย้มแจ่มในหัวเราะร่ามาเลย เมื่อกราบท่านอาจารย์แล้วก็พูดว่าดีใจเหลือเกินที่ท่านช่วยเขาไว้ให้มีที่อยู่ที่อาศัยต่อไป เขาบอกท่านว่าเขามีสิ่งของอยู่ 3 อย่างคืนนี้จะนำมาถวายไว้ในโบสถ์ให้เลือกเอาอย่างเดียวเป็นของอะไรก็ไม่บอก แล้วก็กราบลากลับ คืนนั้นท่านอาจารย์ทำกิจเสร็จแล้วก็พักผ่อน เช้ามืดลุกขึ้นสวดมนต์ จุดธูป เทียน ก็เหลืบเห็นหม้อทะนน 2 ลูก ตั้งอยู่ที่พื้นหน้าพระประธานมีฝาปิดทั้ง 2 ลูก กับมีหีบไม้สำหรับใส่คัมภีร์พระเทศน์ 1 หีบ วางอยู่ตรงกลางหม้อ ท่านอาจารย์ก็นึกได้ว่านางตะเคียนมาบอกท่านว่าเขามีสิ่งของอยู่ 3 อย่าง จะนำมาไว้บนโบสถ์เพื่อถวายท่านแต่ให้เลือกเอาเพียงอย่างเดียว เมื่อท่านสวดมนต์เสร็จแล้วท่านก็เปิดฝาหม้อทะนนดู ลูกหนึ่งมีทองคำเต็มหม้อ อีกลูกหนึ่งมีเงินโบราณเต็มหม้อ แล้วเปิดหีบไม้ดูพบคัมภีร์สมุดข่อยอยู่เต็มหีบ ท่านอาจารย์ก็นั่งพิจารณาถึงสมบัติของนางตะเคียนที่นำมาถวาย แต่ให้เลือกเพียงอย่างเดียว ท่านอาจารย์มาคิดถึง หม้อทอง หม้อเงิน มันเป็นสิ่งหมดสิ้นได้ และท่านก็สละแล้วด้วย ส่วนคัมภีร์สมุดข่อยนั้นต้องมีความสำคัญและไม่มีทางหมดสิ้น ท่านจึงนั่งหลับตาอธิฐานบอกนางตะเคียนว่าสมบัติทั้ง 3 อย่างนั้น ท่านเลือกเอกหีบที่ใส่คัมภีร์สมุดข่อย ส่วนหม้อทะนนที่ใส่ทอง ใส่เงินนั้น ขอให้นางตะเคียนมาเอากลับคืนไป แล้วท่านก็ลืมตา หม้อทะนน 2 ลูกหายไปเหลือแต่หีบคัมภีร์ แล้วท่านก็ไปบิณฑบาตกลับมาก็ไปนั่งฉันในโพรงตะเคียน เสร็จแล้วจึงเข้าโบสถ์เพื่อเปิดคัมภีร์ดู ซึ่งเป็นหนังสือขอมและหนังสือโบราณทั้งนั้น ท่านอ่านหนังสือไม่ออกจึงไม่รู้ว่าเป็นคัมภีร์อะไร ท่านจึงไปหาเพื่อนซึ่งเป็นพระอยู่วัดใกล้กันเพื่อให้อ่านให้ฟังทั้งหมดนั้นเป็นพระคาถาสารพัด สารพัน ท่านมีความจำดีมาด อ่านให้ฟังเพียงเที่ยวสองเที่ยวท่านก็จำได้หมด ท่านก็อยู่ที่วัดนั้นจนเข้าพรรษาแลดะชักชวนเด็ก ๆ ที่พอจะอาศัยได้มาบวชเป็นสามเณรหลายองค์ 

            วันหนึ่งเป็นวันพระระหว่างเข้าพรรษาชาวบ้านได้พากันมาทำบุญเต็มศาลา สามเณรหลายองค์ก็ขึ้นศาลากันหมดแต่ไม่เห็นท่านอาจารย์ขึ้นศาลาไม่ทราบว่าท่านไปไหน ชาวบ้านต่างก็ถามสามเณร สามเณรก็บอกว่าก่อนขึ้นศาลาก็เห็นท่านอาจารย์เดินอยู่ ชาวบ้านก็คอยท่านอยู่จนสายจึงพากันลงจากศาลาไปเรียกหาท่านอาจารย์ เดินตามหาท่านอยู่นานพอควรท่านจึงขานรับอยู่ที่นี่โยม ชาวบ้านได้ยินเสียงอยู่บนที่สูงจึงแหงนหน้าขึ้นไปดูบนต้นตาลเห็นท่านนั่งสมาธิอยู่บนใบตาล ต้นตาลต้นนั้นสูงที่สุดในวัดชาวบ้านก็พากันเป็นทุกข์เป็นห่วงท่านนิมนต์ให้ค่อย ๆ ลงมา เพราะสายมาแล้วชาวบ้านเขามาคอยทำบุญแทนที่ท่านอาจารย์จะไต่ต้นลงมายังพื้นดิน ท่านกลับกระโดดจากยอดตาลลงมายังพื้นดิน แล้วนำชาวบ้านเดินขึ้นศาลาเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นี่เป็นคาถาบทแรกของนางตะเคียนซึ่งท่านได้ทดสอบ ต่อมาวัดนั้นก็ค่อย ๆ เจริญขึ้น ๆ แล้วท่านอาจารย์ก็จากไป ที่ภายในโบสถ์หลังพระประธานเขาจารึกประวัติของทานอาจารย์ไว้ ต้นตะเคียนต้นนั้นก็ยังอยู่ ชาวบ้านแถบนั้นก็ยังอยู่ ชาวบ้านแถบนั้นคนเก่า ๆ รู้ดีและเล่ากันต่อ ๆ มาสืบเท่าทุกวันนี้ 

            ขุนประชา ฯ เล่าอีกว่าครั้งหนึ่งท่านอาจารย์เคยเผาตัวท่านเองให้ศิษย์ถางกอไผ่ให้เป็นช่องพอตัวรอดเข้าไปนั่งได้ ท่านอาจารย์ก็เข้าไปนั่งในกอไผ่แล้วให้ศิษย์สุมกอไผ่ ไฟลุกแดงท่วมกอไผ่ไหม้หมดทั้งกอ ท่านนั่งสมาธิเฉยจนไฟดับหมดแล้วท่านก็ลุกเดินออกมาเหลื่อแต่กางเกงใน ส่วนเสื้อผ้านุ่งผ้าห่มไฟไหม้หมด พวกศิษย์ต้องไปหาผ้าใหม่มาให้ท่านอาจารย์นุ่ง 

            เคยฝังตัวในดินท่านก็ทำให้ศิษย์ดู ท่านให้ศิษย์ขุดหลุมสี่เหลี่ยม กว้าง ยาว พอนอนได้ลึกเป็นวา แล้วท่านอาจารย์ก็ลงไปนอนในหลุมให้ศิษย์เอาดินกลบเหยียบย่ำให้แน่นแล้วกะเวลาว่า 2 ชั่วโมงจะขึ้น พอถึงเวลาที่กะไว้ท่านก็ดันดินขึ้นมา และพูดว่าทำแบบนี้กลเขายังเล่นได้แต่ของเราไม่ใช่กลเป็นวิชาจริง ๆ 

            ที่วัดพระยาโศก อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านเคยไปถวายผ้ากฐินเสมอ มีครั้งหนึ่งที่วัดนั้นหญ้าขึ้นรกมาก ท่านก็ใช้วิธีเรียกเด็กวัดให้มาช่วยกันจับกระต่าย ท่านบอกเด็กว่ากระต่ายมีมากมันหมอบอยู่ในพงหญ้า เด็กก็เที่ยวหากันขณะที่เด็กพากันหาอยู่นั้นท่านอาจารย์ก็ม้วนผ้าขาวม้าให้เป็นก้อนกลม ๆ แล้วขว้างไปในพงหญ้าแล้วตะโกนบอกเด็ก ๆ ว่าโน่นไงล่ะกระต่าย เด็ก ๆ เห็นกระต่ายวิ่งกันขวักไขว่ก็พากันวิ่งจับกระต่ายจนพงหญ้าราบโดยไม่ต้องถางเลย เด็กๆเก็บได้ผ้าขาวม้าแต่ไม่ได้กระต่ายสักตัวเดียว 

            ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ขุนประชา ฯ เป็นนายอำเภอที่นั่น ท่านมาที่บ้านนั้น วันหนึ่งแม่ค้าขนมจีนหาบขนมจะไปขายที่ตลาดผ่านมาท่านจึงให้เด็กไปเรียกมาที่บ้านพัก แม่ค้าขนมจีนหาบเข้ามาทันที ท่านอาจารย์ถามแม่ค้าว่าเส้นขนมจีนสวยไหมเปิดฝากระจาดดูหน่อย แม่ค้าเปิดวากระจาดออกส่งเสียงร้องด้วยความตกใจมากผลักกระจาดคว่ำเพราะเห็นเส้นขนมจีนในกระจาดนั้นเป็นไส้เดือนตัวแดง ๆ เต็มกระจาดไปหมด แม่ค้าร้องไห้แล้วพูดว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ทำขายทุกวันไม่เป็นอย่างนี้เลย ท่านอาจารย์ถามแม่ค้าว่าลงทุนมากเท่าไหร่ แม่ค้าบอกราคาทุนท่านก็เรียกขุนประชา ฯ ให้นำเงินให้แม่ค้าพร้อมกำไรด้วย แม่ค้าไปแล้วไส้เดือนกองนั้นก็กลายเป็นเส้นขนมจีนตามเดิม เลยเป็นอาหารของสุนัขอิ่มไป 

            เมื่อต้นปี พ.ศ.2489 ท่านอาจารย์มาพักที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้าพร้อมด้วยงูเห่าหนึ่งตะกร้าหวาย ข้าพเจ้ากำลังป่วยด้วยโรคไต ปวดหลัง ปวดบั้นเอว ลุกเดินไม่ได้ถึงกับต้องคลานปวดร้องครวญครางมีอาการปวดเป็นพัก ๆ ข้าพเจ้าใช้ยาโบราณของข้าพเจ้าเอง อาการเบาบางลงบ้างแต่ไม่หายขาด พอท่านอาจารย์รู้อาการป่วยของข้าพเจ้า ท่านก็เรียกให้เข้าไปพบในห้องซึ่งจัดไว้สำหรรับท่านพัก ท่านถามอกาการป่วยข้าพเจ้าได้เล่าให้ท่านฟัง ท่านบอกว่าอาการอย่างนี้ต้องเอาพิษงูเข้าตัวมันถึงจะหายขาด ข้าพเจ้าเกิดกลัว เพราะความกลัวงูยังมีอยู่บ้างแล้วท่านเปิดตะกร้าหวายจับงูเห่าออกมา ข้าพเจ้าเคารพและเชื่อมั่นในท่าน ท่านจะทำอย่างไรข้าพเจ้ารับทั้งนั้นเชื่อว่าถึงอย่างไรท่านคงไม่ทำให้ถึงตายแน่ แล้วท่านจับแขนข้าพเจ้าไปให้งูเห่ากัดจนเขี้ยวหักคา ท่านบอกว่าไม่ต้องแก้ปล่อยให้พิษเข้าไปรักษาโรค พิษงูเริ่มเดินและแขนเริ่มชาแต่ไม่ปวดไม่บีบหัวใจ แล้วท่านก็จับงูเห่าออกมาอีกบีบปากงูเห่าให้มันพ่นพาออกมาใส่ในแก้ว แล้วท่านเทน้ำใส่ลงในแก้วพิษงูเล็กน้อย ท่านใช้นิ้วมือคนน้ำในแก้วกับพิษงูให้เข้ากันจนน้ำเป็นฟองเหมือนฟองสบู่ ท่านให้ข้าพเจ้าดื่มพิษงูนั้นมันช่างขมเสียนี่กระไรไม่แพ้ควินินน้ำ ท่านให้ข้าพเจ้านอนคว่ำท่านใช้ปูนขาวละลายน้ำทาให้ที่หลัง ทุกอย่างท่านทำด้วยพระคาถาทั้งนั้นแล้วให้ออกมานอนพักผ่อน พิษงูที่ดื่มเข้าไปขมติดลิ้นและคนคอตลอดคืน อาการปวดหลังหายไปและก็หายตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ไม่เคยเป็นอีกเลย ข้าพเจ้าได้มีโอกาสปฏิบัติท่านได้ตามปกติ 

            คราวนี้ท่านอาจารย์พักอยู่นาน เพราะท่านต้องไปดูไม้ที่จะใช้ทำโบสถ์ที่โรงเลื่อยอำเภอห้วยแถลง อำเภอลำปลายมาศ ท่านไป ๆ มา ๆ อยู่เรื่อย ๆ แต่จุดพักของท่านก็คงเป็นที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้า ศิษย์เก่า ศิษย์ใหม่ก็จะมาพบท่านเป็นประจำ

            วันหนึ่งศิษย์ราชการชั้นผู้ใหญ่ของท่านได้ไปมาหาสู่ท่านเสมอกราบเรียนท่านว่า ที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้าไม่สมเกียรติท่านที่จะมาพักเป็นห้องแถวเก่า ๆ ชั้นเดียวถึงจะ 5 ห้องแต่ก็ดูทรุดโทรม แม้แต่ห้องที่จัดให้สำหรับท่านอาจารย์พักก็ดูอุดอู้ศิษย์ผู้ใหญ่จะไปมาหาสู่ท่านก็ไม่สมเกียรติของท่าน ศิษย์ขอร้องให้ท่านย้ายไปพักอยู่ที่ใหม่เป็นตึก 3 ชั้น ของห้างตงอาวซึ่งอยู่ในเมือง ถนนจอมพล หลังคุณย่าโม (ร้านอังสุพรรณ ปัจจุบัน) เจ้าของตึกก็เป็นศิษย์อาจารย์ด้วย 

            ท่านอาจารย์ก็รับฟังแต่ให้รอก่อน ท่านเล่าเรื่องให้ข้าพเจ้าฟังและพูดว่า เราจะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญขอให้สบายใจเท่านั้นเป็นอยู่ได้ ในวังหลังก็เคยอยู่มาแล้ว แต่ไม่สบายใจต้องหนีเข้าป่า ต่อมาก็มีศิษย์ระดับผู้ใหญ่หลายท่านมารบเร้าท่านอาจารย์อีกหลายครั้ง ท่านคงทนความรบเร้าของเขาเหล่านั้นไม่ได้ เพื่อตัดความรำคาญใจ ท่านจึงบอกข้าพเจ้าว่าไปพักบ้านตงอาวดูสักคราว แต่สั่งให้ข้าพเจ้าไปพบท่านทุก ๆวัน แล้วนัดให้ศิษย์ผู้นั้นนำรถมารับท่านอาจารย์ไปพักที่บ้านตงอาว ท่านอาจารย์พักอยู่ชั้นที่ 3 อากาศปลอดโปร่งดีมาก ข้าพเจ้าไปพบท่าน ท่านก็บ่นให้ฟังว่าอยู่ที่นี่อากาศปลอดโปร่งดีแต่ไม่สบายใจเหมือนอยู่ที่ร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้า เพราะที่นี่ศิษย์มาพบลำบากมาก นอกจากศิษย์ผู้ใหญ่ ๆ เท่านั้น ส่วนศิษย์ต่างจังหวัดบ้านนอกบ้านนามาพบมาเยี่ยมท่านลำบาก ห้างเขามีระเบียบเวลาเปิดเวลาปิดห้าง ถ้าปิดแล้วใครจะมาหาก็ไม่ได้ เมื่อห้างเปิดศิษย์จะมาพบเขาก็ต้องถูกคุมตัวไปส่ง ดู ๆ แล้วเหมือนไปเยี่ยมคนคุกไม่เหมือนที่ร้านของข้าพเจ้าดึกดื่นเที่ยงคืนมาหาเรียกกันได้ตลอดเวลา ใครมาถึงแล้วก็เหมือนกับบ้านของตัวเอง จะเข้า จะออก จะกิน จะนอน เป็นไปตามปกติตามสบาย ตัวท่านอาจารย์ก็เป็นสุขใจด้วย ขณะนั้นท่านก็บ่นว่าใจไม่สบายเป็นข้ามา 2 คืนแล้ว ทนอีกสัก 2-3 วันก็จะกลับร้านขายยาของข้าพเจ้าดีกว่า รุ่งขึ้นข้าพเจ้าก็ไปพบท่านอีก อาการไข้ของท่านกำเริบหนัก ศิษย์ผู้ใหญ่เขาก็ไปตามนายแพทย์มาตรวจดูอาการของท่าน จะฉีดยาหรือให้ยาอะไรนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าก็ไปดูแลเผ้าปรนนิบัติท่านเหมือนเดิม สังเกตดูอาการไม่ดีขึ้นเลย กลางคืนไปเผ้าดูแลท่านไม่ได้เพราะห้างเขาปิด หลายวันเห็นท่านกระสับกระส่ายไม่ดีขึ้นเลย กิริยาอาการไม่อยากจะอยู่ที่นั่นแล้ว ข้าพเจ้าตัดสินใจเรียนท่านว่า ขอให้ท่านกลับไปอยู่ที่ร้านขายยาของข้าพเจ้าตามเดิม ข้าพเจ้าและศิษย์ที่ไม่มีเกียรติจะได้มีโอกาสเผ้าดูแลและปฏิบัติท่านได้สะดวกกว่าที่นี่ ท่านพอใจขอกลับวันนั้นเลย ข้าพเจ้าจึงไปบอกนายห้างตงอาวให้รู้ถึงความประสงค์ของท่านอาจารย์ แล้วข้าพเจ้าก็ขึ้นไปพยุงร่างของทานอาจารย์จากชั้นที่ 3 ลงมาขึ้นรถกลับร้านขายยาจิตรโสภีของข้าพเจ้าทันที 

            พอส่งท่านถึงเตียงนอนท่านกระสับกระส่ายมากบอกให้ข้าพเจ้าปล่อยงูเห่าให้หมด แล้วให้นำธูป เทียน มาให้ท่าน แล้วท่านก็ถือใส่มือพนม ท่านบอกกับข้าพเจ้าว่าอาจารย์จะไปละนะ ข้าพเจ้าพร้อมภรรยาตกใจสุดขีดรีบบอกกับท่านด้วยเสียงอันดังว่า ท่านยังไปไม่ได้โบสถ์ที่ท่านสร้างยังไม่เสร็จ ยังไปไม่ได้ ท่านต้องอยู่ต่อไปก่อน 

            พอท่านได้สติจึงส่งธูป เทียน ให้ข้าพเจ้า แล้วสั่งให้ต้มยาหม้อใหญ่ให้ท่านสักหม้อ ข้าพเจ้าดีใจรับจัดเครื่องยาต้มทันที ยาเดือดเคี่ยวพอประมาณก็รินน้ำยาใส่ชามก๋วยเตี๋ยว เพื่อยาจะได้เย็นเร็ว ๆ พอน้ำยาอุ่น ๆ ก็ยกชามยาไปให้ท่านดื่มรวดเดียวหมดชามเลย แล้วก็ลงนอนพักประมาณ 4 ชั่วโมง ท่านบอกจะถ่ายข้าพเจ้าหยิบกระโถนให้ท่านไม่ทัน ท่านถ่ายเลอะเตียงนอน แล้วก็ช่วยกันผลัดเปลี่ยนผ้าให้ท่าน เตรียมกระโถนไว้ใกล้ ๆ ยาชามนั้นท่านถ่ายถึง 3 ครั้ง ข้าพเจ้าภรรยาและศิษย์อีกหลายคนช่วยกันเฝ้าดูอาการท่าน วันรุ่งขึ้นอาการท่านอาจารย์ดีขึ้นไม่กระสับกระส่ายก็ให้ยาหม้อนั้นต่อไปอีกทั้ง เช้า-เย็น จะถ่าย 2-3 ครั้ง สามวันต่อมาท่านอาจารย์ลุกขึ้นนั่งคุยได้ ท่านไม่ยอมเลิกทานยาดื่มทั้ง เช้า-เย็น ทุกวันจนกระทั่งยาจืด ท่านก็หายเป็นปกติ 

            ท่านบิกว่าท่านตายแล้วเกิดใหม่ เวลาศิษย์มาเยี่ยมท่านจะเล่าให้ทุกคนฟังว่า “หมอประยูร ชุบชีวิตท่านไว้ได้” ท่านยังอยู่ต่อที่ร้านขายยาของข้าพเจ้าอีกหลายวัน ข้าพเจ้าได้บำรุงร่างกายท่านให้แข็งแรงเป็นปกติดี ท่านบอกข้าพเจ้าว่าเป็นห่วงโบสถ์จะต้องไปดูไม้กับแปรนจะใช้กันได้หรือไม่ ก่อนท่านจะไปท่านให้ข้าพเจ้าปรุงยาหม้อใหญ่ให้ท่าน 2 ชุด เพื่อจะนำไปอวดศิษย์และผู้อื่นว่า “ยาหม้อใหญ่ของ หมอประยูร นี่แหละที่ชุบชีวิตท่านไว้ ท่านตายแล้วเกิดใหม่ด้วยยาหม้อนี้” ข้าพเจ้าก็จัดยาหม้อใหญ่ให้ท่านตามประสงค์แล้วท่านก็กลับไปวัดบึงพระอาจารย์ จังหวัดนครนายกพร้อมกับ นายพุฒ ผู้ติดตามรับใช้ท่าน 

            กลางเดือนกรกฎาคม 2489 ข้าพเจ้าได้รับโทรเลขจากคุณเชื้อ บุตรสาวท่านอาจารย์ว่า คุณพ่อหมดอายุเสียแล้วเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2489 ศพของท่านอยู่ที่บึงวัดพระอาจารย์ ข้าพเจ้าและศิษย์ตลอดจนผู้ที่เคารพนับถือท่านต่างเสียใจจนสุดขีดเป็นที่สุด 

            ข้าพเจ้ากับคณะศิษย์หลายคน เดินทางไปที่วัดบึงพระอาจารย์ทันทีที่ได้ทราบข่าว “ศพของท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง” เขาจัดใส่หีบยกร้านไว้ในป่าช้า ข้าพเจ้าและคณะเข้าไปเคารพศพท่านเท่านั้นและได้ไต่ถามอาจารย์หนู เกสสโร ศิษย์ผู้อาวุโสและเป็นเจ้าอาวาส ที่วัดนั้นเพียงเล็กน้อย เพราะข้าพเจ้าพูดอะไรไม่ออกเป็นการเสียใจที่สุดในชีวิต แล้วก็ลาอาจารย์หนูกลับ ส่วน นายพุฒนั้นได้กลับมาที่จังหวัดนครราชสีมาก่อนแล้ว 

            เมื่อท่านยังทีชีวิตอยู่ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าศิษย์ของท่านมีทุกจังหวัดในประเทศไทยมีตั้งแต่ชั้นเจ้าใหญ่นายโต ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน พ่อค้า ประชาชน ชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ ชาวดง มีทั้งคนไทย คนจีน อิสลาม คริสต์ คาธอลิค แต่ศิษย์บางคนปิดบังตัวเอง ไม่เปิดเผยว่าตนเป็นศิษย์ โดยมากพวกคนใหญ่คนโตเขาคงจะอายคนที่รู้กลัวเสียเกียรติ กลัวคนอื่นที่เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์จะไปรบกวนก็อาจจะเป็นไปได้ ข้าพเจ้าเองก็รู้จักศิษย์ของทานอาจารย์มากเหมือนกัน แต่ก็ช่างเขาเถอะ 

            สำหรับศิษย์ท่านอาจารย์ผู้ที่ควรยกย่องที่สุด คือ อาจารย์เอื้อ บุษปเกศ หงสกุล ซึ่งเคยรับราชการเป็นครูบาอาจารย์ และเป็นอัยการ จังหวัดนครราชสีมา และคุณสวัสดิ์ คชเสนีย์ คหบดีผู้มั่งคั่งเจ้าของโรงงานโม่หินที่ใหญ่ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นศิษย์ที่ดีของท่านอาจารย์มากเปิดเผยไม่ปิดบังตัวเอง ยอมรับนับถือและเชิดชูบูชาพระคุณของท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์ ด้วยดีตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ 

            ในปี พ.ศ.2490 ข้าพเจ้าเริ่มทำบุญบูชาครูเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจข้าพเจ้าและศิษย์ที่เคารพนับถือในพระคุณของท่านอาจารย์ 

            เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ณ ร้านขายยาจิตรโสภีโอสถ ถนนโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตรงกับวันมรณะภาพของท่านอาจารย์ และถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปีตลอดมา และตลอดไป ณ บ้านเลขที่ 2310 ถนนมิตรภาพ ซอย 16 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 

            ปี พ.ศ.2490 ข้าพเจ้าได้สร้างรูปจำลองขนาดเท่าร่างจริงของท่านไว้เพื่อเป็นที่สักการบูชา พร้อมรูปเหมือนและเหรียญของท่านอาจารย์ เพื่อสำหรับผู้ที่มีความเคารพศรัทธาในพระคุณของท่านอาจารย์มีไว้เป็นสิริมงคล ข้าพเจ้าได้ขออนุญาตจากดวงวิญญาณของท่านอาจารย์ก่อน เมื่อท่านอนุญาตให้แล้ว จึงได้จัดทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เริ่มรับศิษย์ต่อจากท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2490 เป็นต้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้มีศิษย์ที่เคารพนับถืออยู่มาก

            เมื่อปี พ.ศ.2524 ข้าพเจ้าได้สร้างรูปลำลองขนาดสำหรับบูชา และขนาดสำหรับติดตัวตามแบบรูปจำลองขนาดใหญ่ของท่านอาจารย์ ด้วยความร้องขอของบรรดาศิษย์ และผู้ที่เคารพนับถือท่านอาจารย์ สำหรับไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสิริมงคลของผู้ที่มีไว้ 

            วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2524 เป็นวันทำบุญบูชาครู ท่านอาจารย์ก็ได้แสดงอภินิหารให้ปรากฏ คือ หลังเสร็จพิธีก็ยังนั่งคุยกันอยู่หลายคน มีเด็กวิ่งมาที่บ้านแล้วเรียกหา “ นายโหม่ง ” นายประวัติ จิตรโสภี ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่ 7 ของข้าพเจ้า ทำกิจการอู่และซ่อมตัวถังรถยนต์อยู่ไม่ไกลจากบ้านของข้าพเจ้าเท่าใดนัก เด็กที่มาตามบอกว่ามีคนมาหาให้รีบไปพบที่อู่มีธุระร้อนมาก นายโหม่งก็รีบไปพร้อมกับเด็ก ไปได้สักประมาณครึ่งชั่วโมง เด็กที่มาตามวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่า “โหม่งถูกยิงล้มลงนอนเงียบ” ให้รีบไปนำส่งโรงพยาบาล ขณะนั้นมีคณะศิษย์และลูก ๆ ของข้าพเจ้ายังนั่งคุยกันอยู่ต่างตกใจ ลูกสาวคนโตนาง ศรีวิไล เทียนไทย พร้อมสามี รีบขับรถยนต์ไปดูน้องเพื่อจะพาส่งโรงพยาบาล 

            ข้าพเจ้ากำลังนั่งอยู่หน้าที่บูชา เกิดมีความรู้สึกขึ้นภายในจิตของตนเอง ว่าลูกชายถูกยิงไม่เป็นอะไร เพราะวันนั้นเป็นวันทำบุญบูชาครูท่านอาจารย์ ศิษย์และทุกคนที่มาในงานวันนี้ ได้ร่วมพลังจิตอธิษฐานทำบุญอุทิศให้ท่านอาจารย์ เป็นการรวมพลังมหาสาร เพราะทุกคนมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด เพื่อรวมพลังกันทำพิธีบูชาครูให้ท่านอาจารย์ ถึงอย่างไรก็ตามท่านต้องคุ้มครองจากหนักเป็นเบาได้ ข้าพเจ้านั่งเฉยไม่ตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือน แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างวิ่งวุ่นอลเวงไปหมด 

            ประมาณ 2 ชั่วโมง ลูกสาวก็พาน้องชายกลับมาบ้าน นายโหม่ง เล่าให้ฟังว่าถูกยิงที่บริเวณหน้าท้อง เหนือสะดือ ในระยะเผาขน หนังหน้าท้องขาดเหมือนถูกไฟไหม้ บวมปูดออกมาได้ไปให้หมอตรวจเช็คดูรูลูกปืนไม่มีรู แล้วก็พากันกลับไปหาปลายกระสุนปืนในบริเวณที่ถูกยิง ก็พบปลายกระสุนตกอยู่ในบริเวณนั้น ก็เก็บมาดูกัน สาเหตุที่ “นายโหม่ง ประวัติ จิตรโสภี” ถูกยิงก็เนื่องมาจากการขัดผลประโยชน์ในการประกอบอาชีพ

            นี่ก็เป็นเพราะอภินิหารของท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์ ได้คุ้มครองป้องกัน ปกป้องรักษาศิษย์ และผู้ที่เคารพนับถือในพระคุณของท่านด้วยความจริงใจเป็นอย่างมาก 


ดวงวิญญาณของ ท่านพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์ 
ยังอยู่กับศิษย์ และผู้ที่ยึดมั่นเคารพนับถือในพระคุณของท่าน ท่านเคยพูดไว้ว่า 
“ เมื่อจิตถึงท่าน ท่านก็ถึงเรา ”


            บทความทั้งหมดนี้ ได้มีผู้สนใจ ขอให้ข้าพเจ้าได้ช่วยเล่าถึงประวัติของท่านพ่ออาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์ เพื่อเทิดเกียรติคุณของท่านไปทั่วสารทิศ ในฐานะปูชนียะบุคคลที่ควรเคารพบูชายิ่ง ข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมเรื่องของท่านพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง บูรพาจารย์ ไว้โดยย่อเพียงแค่นี้



Credit :  หมอประยูร จิตรโสภี / ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ... ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558
มีผู้เข้าชม 6369 ครั้ง
[ดูบทความทั้งหมด]
 

หน้าแรก  |  รายการพระเด่นร้านค้า  |  รายการพระเครื่อง  |  ร้านพระเครื่อง  |  ติดต่อโฆษณา

Copyright 2013 - 2019  ©  www.spirit-pra.com
เบอร์โทรศัพท์. 086-3962846    E-mail: spiritpra.wm@gmail.com