สปีริตพระดอทคอม
พระนิมมานโกวิท (หลวงปู่ทองดำ ฐิตวัณโณ) วัดท่าทอง อ.เมือง จ.อุดรดิตถ์
พระนิมมานโกวิท (หลวงปู่ทองดำ ฐิตวัณโณ) วัดท่าทอง อ.เมือง จ.อุดรดิตถ์

ภูมิหลังชาติกำเนิด

วันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 พุทธศักราช 2441 ณ.บ้านไซโรงโขน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นายบุญนาค นางจ่าย แม่พริ้ง ได้ให้กำเนิดบุตรคนที่ 4 เพศชาย(ในจำนวนพี่น้องชายหญิง 8 คน) บิดามารดาได้ตั้งชื่อ เด็กชายทองดำ เม่นพริ้ง

 
การศึกษา

วัยเด็ก 
ขณะเด็กชายทองดำ อายุ 3 ขวบ บิดามารดาได้นำไปถวายเป็นบุตรบุญธรรมกับหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ (วัดบางคลาน จ.พิจิตร) หลวงพ่อเงินเห็นครั้งแรกได้เอ๋ยคำออกมา "ไอ้หนูเด็กน้อยคนนี้เป็นเทวดามาเกิด ใครเสี้ยงก็ไม่ได้ มาเป็นลูกของเราเถิดนะ" หลวงพ่อเงินเอาผ้าผืนลงปูรองรับเด็กน้อยคนนี้ ทำพิธีรับลูก  จากนั้นเด็กคนนี้ได้รับการเลี้ยงดูอุปถัมภ์ สั่งสอน อบรม วิชาความรู้ และสรรพวิชาต่าง ๆ โดยได้พักอาศัยกับหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อเงินเงินท่องบทสวดมนต์เด็กชายทองดำก็สามารถท่องได้จบเล่มในวันเดียว ชาวบ้านรู้ข่าวต่างแห่มาดูการใหญ่ว่าเด็กน้อยคนนี้มีหน้าตาอย่างไร  กระทั่งโตขึ้นบิดามารดามารับเด็กชายทองดำไปเล่าเรียนศึกษากับอาจารย์โต (เจ้าอาวาสวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ จ.อุตรดิตถ์ในสมัยนั้น)
 
วัยหนุ่มฉกรรจ์
นายทองดำได้ฝึกฝนและศึกษาศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทยจนมีความชำนาญ จนได้เป็นนักมวยที่มีฝีมือดีคนหนึ่ง ซึ่งช่วงวัยหนุ่มนี้ทองดำได้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ "เล็กย่งหลี"(ต้นตระกูลเล็กอุทัย)มีรูปร่างเล็กไปไหนไปด้วยกันประจำ ได้ฝึกชกมวยด้วยกันมา หากออกชกมวยที่ไหนจะให้เล็กย่งหลีขึ้นไปเปรียบหาคู่ชก แต่ตอนเวลาชกนายทองดำจะเป็นผู้ชกแทน ก่อนชกนายทองดำจะบริกรรมคาถาที่ได้ร่ำเรียนมาโยมปู่จนรู้สึกตัวหนา(ของขึ้น)และนายทองดำก็สามารถชกมวยชนะแทบทุกครั้ง  อายุครบเกณฑ์ทหาร ได้เข้ารับเป็นทหาร 2 ปี ปลดจากทหารประจำการแล้วจึงได้อุปสมบทสู่ร่มพระศาสนา
 
สู่ร่มพระศาสนา
อุปสมบทเมื่ออายุ 22 ปี ณ. พระอุโบสถ วัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ โดยมีพระครูวิเชียรปัญญามหามุนี (เรือง )เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าอาวาสวัดท่าถนน ต.ท่าอฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ในขณะนั้นเป็นองค์อุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2463  พระอาจารย์แส เจ้าอาวาสวัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า  “ฐิตวณโณ” เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดท่าทอง 1 พรรษา ทางวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง คณะศรัทธา วัดท่าทองได้ลงความเห็นพ้องกัน โดยได้ไปกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อขออนุญาตจากเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยดี คณะศรัทธาให้”พระภิกษุทองดำ” เพื่อนิมนต์ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ซึ่งหลวงพ่อเองก็มีเจตนาอันบริสุทธิ์และจิตใจอันแน่วแน่ต่อพระพุทธศาสนาและเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาทำนุบำรุงเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นสมความตั้งใจ หลวงพ่อจึงรับภารกิจนิมนต์ครั้งนี้และย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2468เป็นต้นมา
 
การศึกษาพระปริยัติธรรม
การที่หลวงย้ายมาจากวัดท่าทองมาอยู่วัดท่าถนน ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยให้ละเอียดและถ่องแท้ หลวงปู่ได้มีความขยันเพียนตั้งใจศึกษาด้วยความวิริยะอุตสาหะภายในปีเดียวก็สอบได้นักธรรมตรี (พ.ศ.2466) ด้วยเหตุแห่งการศึกษาทางพระธรรมวินัยในสมัยนั้นยังไม่เจริญพอการศึกษามีเพียงชั้นนักธรรมตรีเท่านั้น ฉะนั้นการศึกษาของท่านต้องหยุดชะงักลง
 
ตำแหน่งการปกครองและสมณศักดิ์ที่ได้รับตั้งแต่ปี พ.ศ.2468
หลวงปู่มีตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์และสมณศักดิ์พัดยศดังนี้

- ปีพ.ศ.2468 อายุ 27 ปี พรรษา 5 ดำลงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง
- ปี พ.ศ.2478 ได้รับสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระธรรมธรฐานานุกรมของพระครูวิเชียรปัญญา มหามุณีศรีอุตรดิตถ์ เจ้าคณะอุตรดิถต์
- ปี พ.ศ.2482 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเป็นเจ้าคณะตำบลหาดกรวด-วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์และในปีนั้นได้เลือนสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระปลัดฐานานุกรม ของพระครูธรรมสารโกวิทย์ (ยศ)เจ้าคณะแขวงเมืองอุตรดิตถ์
- ปี พ.ศ. ได้รับการแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการ อ.เมืองอุตรดิตถ์
- ปี พ.ศ. 2487 ได้รับพระราชทานเป็นพระครูธรรมมาภรณ์ประสาท
- ปี พ.ศ.2497 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์
- ปี พ.ศ.2498 ได้รับการแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการจังหวัดอุตรดิตถ์
- ปี พ.ศ.2504   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชทานคณะชั้นสามัญนาม “พระนิมมานโกวิท”
- ปี พ.ศ.2510 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์
- ปี พ.ศ.2542 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จวบจนมรณภาพ
 
การศึกษาด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม
ช่วยวัยเด็กหลวงปู่ได้ติดตามบิดาล่องเรือขายยาสูบระหว่างอุตรดิตถ์ จ.พิจิตร จ.นครสวรรค์ บิดามารดาได้ฝากเป็นเด็กวัด เรียนหนังสือกับหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ วัดบางคลาน จ.พิจิตร คอยรับใช้ใกล้ชิดท่านอนุญาตให้พักกุฎิเดียวกับท่าน หลวงพ่อเงินได้สอนสรรพวิชาอาคมไสยเวทต่าง ๆ คาถาที่หลวงพ่อเงินสอนไว้นั้นที่สำคัญคือ “นะโมพุทธายะ” (พระเจ้าห้าพระองค์) ซึ่งต่อมาหลวงปู่ได้ใช้เป็นคาถาประจำตัวของท่านตลออดมา นอกจากนั้นหลวงปู่ยังได้ศึกษาวิชาอาคมกับโยมปู่ของท่าน ซึ่งเป็นวิชาอยู่ยงคงกระพัน เพื่อป้องกันตนเอง หลวงปู่ได้ใช้วิชานี้ปลุกเศกตัวเองก่อนจะขึ้นชกมวยทุกครั้ง โดยก่อนจะขึ้นชกมวยหลวงปู่จะบริกรรมคาถาจนรู้สึกว่าเนื้อเริ่มหน่าขึ้น (ของชึ้น)จึงจะชกได้
 
เมื่อขณะหลวงอุปสมบทแล้ว ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าถนน (วัดหลวงพ่อเพ็ชร) ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอุตรดิตถ์ หลวงปู่ทราบว่าที่วัดกลางอยู่ห่างจากวัดท่าถนนทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร มีพระภิกษุชราอยู่รูปหนึ่ง “หลวงพ่อทิม” ขาดการดูแลเอาใจใส่ หลวงปู่จึงได้ใช้เวลาว่างเดินทางจากวัดท่าถนนมาวัดกลางทุกวัน เพื่อปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อทิมด้วยจิตใจเมตตาและให้ความเคราพนับถึอ โดยหลวงปู่ได้ปฎิบัติภารกิจเป็นประจำทุกวัน ได้แก่ ตักน้ำ ขึ้นมาจากท่าแม่น้ำน่าน นำมาใส่ตุ่มไว้ให้หลวงพ่อทิมได้สรง เก็บกวาดกุฎิ ชำระล้างภาชนะต่างๆ ประจำมิขาด โดยหลวงปู่มิได้หวังสิ่งค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น แต่ทำไปเพราะจิตเมตตาแก่ภิกษุผู้สูงอายุโดยแท้ซึงจากการกระทำความดีของหลวงปู่ ทำให้หลวงพ่อทิมซึ่งขณะนั้นไม่มีผู้ใดทราบความเป็นมาหลวงพ่อทิมว่าเป็นพระภิกษุเชี่ยวชาญมนต์คาถาทุกด้าน 
 
ซึ่งกิตติศัพท์ ชาวบ้านย่านเกาะบางโพและตำบลใกล้เคียงทราบคือ “ตะกรุดโทน” ซึ่งหลวงพ่อปลุกเศกโดยดำลงน้ำจารึกอักขระบนแผ่นตะกรุดจนกว่าจะเสร็จ *น่าเสียดายวันหนึ่งมีมนุษย์ผู้เขลาด้วยปัญญา นำตะกรุดที่ท่านมอบไปผูกคอสุนัขและยิงสุนัข แต่ปาฎิหารย์กระสุนด้านหมด เมื่อหลวงพ่อทิมเห็นสุขันวิ่งหลบใต้กุฎิจึงถอดออกจากคอสุนัข ท่านโกรธจึงประกาศงดให้เครื่องรางของขลังแก่ชาวบ้าน หลวงปู่เมื่อได้รับมอบวิชาและตำราจากหลวงพ่อทิมไปแล้ว ท่านหมั่นศึกษาภาวนาปฎิบัติ ทุกบท ทุกวรรคตอน จนสิ้นกระบวนความในตำรา จนชาวบ้าน บ้านเกาะต่างกล่าวกันว่าหลวงพ่อทิมไปเกิดที่วัดท่าทอง หลวงปู่ได้ใช้คาถาอาคมช่วยเหลือชาวบ้านตลอดมา ประพรมชาวบ้านที่แวะเวียนมากราบนมัสการท่าน ซึ่งน้ำมนต์นี้หลวงปู่จะปลุกเศกทุกวัน ใส่โองมังกรขนาดใหญ่



หลวงปู่ทองดำที่ข้าพเจ้ารู้จัก

วัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์
โดย นายอรรณพ แก้วปทุมทิพย์

          ในสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2525 ผมเพิ่งเข้ารับราชการที่จังหวัดอุตรดิตถ์ใหม่ๆเรื่องพระเรื่องเจ้าก็ยังไม่ได้สนใจเท่าใดนัก เรียกได้ว่าเป็นนักเรียนหัวนอก เพราะอยู่เมืองนอกมานานจะด้วยเวรหรือกรรมอะไรก็ไม่ทราบได้ต้องมีอันให้ไปเป็นครูที่วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ ในสมัยนั้นจำได้ว่าเป็นเมืองเล็กๆยังไม่ค่อยเจริญ ความเป็นครูโสดก็มีเวลาว่างมาก ผมมักจะตะลอนเที่ยวไปมันไปเรื่อยเปื่อย ที่สนใจมากเป็นพิเศษก็คือของเก่าเรียกได้ว่าถ้าว่างต้องไปจังหวัดสุโขทัย ไปมันเกือบทุกอาทิตย์เพราะจังหวัดอยู่ติดกัน ไปดูของเก่า ซื้อของเก่า ไม่ว่าจะเป็นถ้วย ชามต่างๆ พระพุทธรูป พระกรุ โดยเฉพาะเศษสังคโลกที่บริเวณเตาเผาเมืองเก่าศรีสัชนาลัย สมัยนั้นพวกนักขุดเขาทิ้งเศษถ้วยชามเกลื่อนไปหมด เก็บมาทุกสี นั่งดูมันทุกวันจนเพื่อนๆเขาหาว่าผมมันเพี้ยน

           ผมจำได้ว่าประมาณปี 2526 ผมกับเพื่อนไปเที่ยวงานวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองประมาณ 3 กม.เป็นงานประจำปีของวัดตอนกลางคืนมีมหรสพคนเยอะมาก ตอนนั้นเป็นเวลาสัก 4 โมงเย็นกว่าๆเห็นจะได้ แดดก็ยังร้อนอยู่ ผมเดินเข้าไปบริเวณวัดพระยืนบาทยุคลซึ่งอยู่ติดกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์กะว่าจะเข้าไปดูพระพุทธรูปเก่าสมัยเชียงแสนสักหน่อย บริเวณลานด้านหน้าวัดมีคนมุงกันหนาแน่น ใช่แล้วครับเขากำลังมีพิธีพุทธาภิเษกกัน ผมเองตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นพิธีกรรมนี้เลย ก็เลยเดินเข้าไปสอดรู้กับเขาด้วย สายตาของผมมองฝ่าแดดเข้าไปเห็นพระอยู่สองรูปนั่งอยู่บนตั่งสูง มีคนกางร่มขนาดใหญ่บังแดดอยู่ พระทั้งสองรูปนั่งหันหน้าประจันกัน ตรงกลางลานระหว่างพระทั้งสองคงจะเป็นกองวัตถุมงคล ผมยืนมองอยู่นานเหมือนกันภิกษุรูปหนึ่งรูปร่างผอมแห้งนั่งขัดสมาธิก้มหน้ามือของท่านกุมก้อนด้ายสายสิญจน์ทำสีหน้าเคร่งเครียดซึ่งผมมาเห็นรูปของท่านในภายหลังจึงรู้ว่าท่านคือหลวงพ่อ เกษม เขมโก นักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาในสมัยนั้น   อีกรูปหนึ่งนั่งสมาธิหลังงอเล็กน้อย นิ่งเหมือนก้อนหิน ครับหลวงปู่ทองดำแห่งวัดท่าทอง ตำบลวังกะพี้ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ พระที่ผมจะกล่าวถึงในตอนต่อไป

       อย่างที่บอกแหละครับ การเป็นครูบ้านนอกเวลาว่างก็มากเพื่อนเขาเห็นผมหนักมาทางด้านของเก่าๆ เหล้ายาปลาปิ้งก็ไม่เอา เงินทุกบาทก็เทลงไปกับของเก่า เขาก็เลยบอกว่าถ้ามีโอกาสให้ไปหาหลวงปู่ทองดำสิ ใครได้ชานหมากของท่านนับว่าเป็นบุญยิ่งนัก ในฐานะที่เป็นคนใหม่ของจังหวัดและชักจะเริ่มบ้าพระขึ้นมาบ้างแล้วผมก็ไม่รอช้าหรอกครับ วัดท่าทองไม่ได้อยู่ในตัวอำเภอเมือง แต่อยู่ที่ตำบลวังกะพี้ เส้นทางไปถึงวัดก็ใช้เวลาสัก 15 นาทีเห็นจะได้  สมัยนั้นวัดท่าทองเป็นวัดที่สงบมีต้นยางขนาด 2-3 คนโอบเยอะแยะ โบสถ์ ศาลาการเปรียญรวมทั้งกุฏิหลวงปู่มองดูค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม รั้วทางด้านทิศเหนือก็ยังไม่มีแต่ดูภาพรวมๆแล้วได้บรรยากาศของวัดที่เรียบง่าย ไม่อึกทึก ส่วนตัวหลวงปู่เองตอนนั้นท่านอายุ 85ปีสุขภาพยังแข็งแรง คนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพในตัวท่านมาก ท่านเป็นพระของชาวบ้านอย่างแท้จริงมีงานมีการที่ไหนนิมนต์ท่านๆไม่เคยขัด ขนาดชาวบ้านมารับท่านด้วยรถอีแต๋นท่านก็ไม่เคยบ่นหรือแสดงอาการรังเกียจ กุฏิของท่านเป็นกุฏิไม้สองชั้น ท่านอยู่บนชั้นสองเป็นกุฏิขนาดใหญ่ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถงของกุฏิที่หลวงปู่ใช้เป็นที่รับแขกสายตาอันซอกแซกของผมก็สำรวจทุกอย่างตามปกตินิสัยของสถาปนิก ทาง ด้านซ้ายมือของห้องโถงเป็นห้องโล่งมีประตูเปิดแง้มอยู่มองเข้าไปเห็นโลงศพไม้ขนาดเขื่องตั้งอยู่ จนบัดนี้ผมเองยังไม่เคยถามท่านสักทีว่าท่านเอาโลงศพเข้าไปตั้งไว้ในห้องนั้นทำไม แต่เท่าที่ถามพระในวัดก็ตอบว่าท่านเตรียมพร้อมเอาไว้จะได้ไม่วุ่นวาย ถัดจากห้องโถงก็จะเป็นห้องนอนของท่านซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่มีสรรพสิ่งมากมายอยู่ในห้องของท่านตั้งแต่อัฐบริขาร ธูป เทียน ที่ผู้มีจิตศรัทธามอบถวายให้ท่าน ตลอดจนวัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้เตรียมแจกผู้มากราบท่าน อีกทั้งยังมีโอ่งน้ำมนต์ขนาดเขื่องซึ่งท่านบอกว่าเป็นน้ำมนต์เสาร์ห้าซึ่งมักจะมีญาติโยมมาขอรดขอพรมน้ำมนต์เป็นจำนวนมากท่านก็จะตักน้ำมนต์ในโอ่งมาเป็นหัวเชื้อผสมกับน้ำในถังและอาบให้ ผมจำได้ดีว่าพระองค์แรกที่ได้รับจากมือท่านเป็นพระพิมพ์สมเด็จแป้งเจิมพิมพ์เล็กและเมื่อผมไปกราบท่านอีกในครั้งต่อมาก็ได้พระแบบต่างๆกันรวมถึงชานหมากกลับมาทุกครั้ง

          เกี่ยวกับแป้งเจิมนั้น เป็นที่รู้จักกันของชาวอุตรดิตถ์ว่าถ้าใครถอยรถใหม่จะต้องไปให้หลวงปู่ท่านเจิมรถให้ ฉะนั้นแป้งที่เหลือจากการเจิมจึงมีมากเรียกได้ว่าเสกแล้วเสกอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งสะสมรวมกันอยู่ในขันทองเหลือง เมื่อมีมากท่านจึงนำมาสร้างเป็นพระพิมพ์สมเด็จมีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กได้จำนวนไม่กี่ร้อยองค์เนื้อสีขาวอมเหลืองออกจะฟูๆไม่ค่อยแน่นตัวคล้ายๆกับพระวัดปากน้ำรุ่นแรกและปัจจุบันกลายเป็นของดีหายากไปแล้ว

         ส่วนชานหมากหลวงปู่นั้น ท่านฉันหมากมาตั้งแต่ยังหนุ่มจนถึงราวปี 2536 ตอนนั้นท่านป่วยหมอที่โรงพยาบาลขอให้ท่านเลิกฉันหมากท่านก็เลยหยุดตั้งแต่นั้นมา สมัยที่ท่านฉันหมากมีคนคอยจ้องว่าท่านจะคายหมากเมื่อไหร่จะเข้าไปขอเพราะถือว่าเป็นของดีเรียกว่าชาวจังหวัดอุตรดิตถ์รู้จักชานหมากหลวงปู่มากกว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่เสียอีก แม่ค้าขายหมากในตลาดเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์จะรู้เลยว่าสูตรฉันหมากของหลวงปู่เป็นอย่างไร ถ้าจะซื้อไปถวายท่าน ก็จะจัดให้โดยไม่ต้องบอกรายละเอียด

        เวลาว่างตอนเย็นๆพลบค่ำ ผมมักจะไปนั่งคุยกับหลวงปู่อยู่เป็นประจำเพราะเวลานั้นญาติโยมน้อย ปกติท่านจะเป็นพระอารมณ์ดี แต่มักจะดุกับพวกเณรน้อยที่ชอบแอบทานขนม หรือไม่ชอบท่องหนังสือ ผมนั่งคุยไปก็ตำหมากไปให้ท่าน และท่านมักจะเชิญชวนให้ดื่มน้ำสมุนไพรซึ่งเป็นสูตรของท่านเองมีใบไม้อะไรก็จำไม่ได้เสียแล้วอยู่ 5 ชนิด ตากแห้งและนำมาต้ม ท่านบอกว่าเป็นยาบำรุง ผมเองเคยสังเกตบ่อยๆว่าเวลาท่านฉันหมาก หมากบางคำท่านก็จะบ้วนทิ้งลงกระโถน แต่บางคำท่านก็คายเก็บเอาไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าชานหมากที่ท่านคายทิ้งคงจะเป็นชานหมากที่ยังไม่ได้ที่ หรือยังไม่ได้ภาวนาในขณะเคี้ยว สิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดก็คือเกือบทุกครั้งที่ไปคุยกับท่านพอท่านจะคายหมากท่านจะกวักมือเรียกให้มารับหมากจากท่าน หมากอุ่นๆจากปากของท่านกระทบกับอุ้งมือของผมเป็นสิ่งที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ พอกลับถึงที่พักก็รีบเอาลงอัดในกรอบกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมขนาดองค์พระย่อมๆพอแห้งแล้วก็แกะเก็บไว้

            หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังว่าโยมปู่ของท่านเป็นผู้มีอาคม เคยเป็นทหารไปปราบฮ่อก่อนออกรบทีไรก็ต้องบริกรรมคาถาทุกครั้ง และก็ปลอดภัยกลับมาทุกครั้ง ตัวท่านเองในสมัยเด็กๆชอบชกมวยเคยชกมวยในงานวัดบ่อยๆก่อนชกก็จะบริกรรมคาถา “แพ้ก็มีชนะก็มี” ท่านกล่าวแล้วก็หัวเราะ ตอนท่านอายุสัก 10 ขวบโยมพ่อมีโอกาสก็นำไปฝากตัวให้เป็นศิษย์หลวงปู่ทิม วัดกลาง จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เรืองเวทย์อาคมกล้าและเป็นสหธรรมิกเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร ท่านจึงมีโอกาสติดตามอาจารย์ทิมไปหาหลวงพ่อเงินอยู่บ่อยครั้ง และขากลับหลวงพ่อเงินมักจะฝากพระให้กับพระอาจารย์ทิมอยู่บ่อยๆครั้งละเป็นจำนวนเต็มบาตร “พระอะไรก็ไม่รู้ เป็นดินสีแดงๆบ้าง ขาวๆบ้าง รูปร่างก็ไม่สวย” ท่านกล่าวเมื่อผมพยายามซัก แสดงว่าในสมัยที่หลวงพ่อเงินท่านยังมีชีวิตอยู่นอกจากจะสร้างรูปหล่อโลหะและเหรียญจอบอันเลื่องลือชื่อแล้ว ท่านยังสร้างพระพิมพ์อื่นๆอีกด้วย ผมเองเป็นคนขี้สงสัยทุกครั้งที่คุยกับท่านมักจะถามเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลของท่าน แต่ที่แปลกก็คือไม่ว่าจะถามตรงๆหรืออ้อมๆ ท่านไม่เคยตอบสักที เรียกว่าไม่เคยคุยว่าของท่านดีอย่างไรจะตอบก็เพียงว่า“เขามีบุญ เขาก็ไม่เป็นอะไรหรอก” หรือไม่ก็ยกประโยชน์ให้เป็นความบังเอิญที่รอดจากอันตรายมา แต่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลที่ท่านแจกนั้นมันหนาหูผมเหลือเกินจนเป็นความเคยชิน เรื่องอื่นๆอาจพิสูจน์ได้ยากแต่เรื่องความเหนียวนี่สิไว้ใจได้ พิสูจน์ได้เพราะเห็นมากับตา สมัยที่ท่านสร้างเหรียญและรูปหล่อรุ่นแรกปี 2529 คนเฝ้าสวนของผมเมาแล้วซ่า ถูกอันธพาลทำร้ายตีด้วยไม้และแทงซ้ำด้วยเหล็กครอสชาร์ปสะบักสะบอมกลับมา ทีแรกเจ้าตัวเองยังคิดเลยว่าสงสัยจะต้องนอนวัดแน่ๆ เจ้าตัวเปิดพุงให้ดูเห็นเป็นรอยสามแฉกทิ่มเข้าไปตรงๆแค่ห้อเลือด บวมๆแดงๆเท่านั้น แผลที่ถูกไม้ตีก็แดงช้ำเป็นปื้นๆไม่ถึงแตก เจ้าตัวคนเฝ้าสวนขี้เมาของผมห้อยเหรียญทองแดงรุ่นแรกของหลวงปู่เพียงเหรียญเดียว แถมยังยกมือไหว้ขอเงินอีก 200 บาทบอกว่าไม่เอาแล้วเหรียญทองแดง จะขยับชั้นขึ้นไปเอาเหรียญเงินมาห้อยแทน เอากับมันสิครับ

           การสร้างวัตถุมงคลของท่านนั้นเท่าที่ถามจากคนเก่าๆข้างๆวัดกล่าวว่าท่านทำมานานแล้วมีหลายรุ่นทำแล้วปลุกเสกแล้วก็แจกไปเรื่อยๆจำนวนไม่แน่นอน และไม่เคยบอกบุญเอาเงินชาวบ้านเลย รุ่นที่ท่านแจกแล้วเป็นที่ยกย่องและหวงแหนที่สุดของชาวบ้านก็คือ พระพิมพ์รุ่นแผ่นดินไหว มีทั้งพิมพ์สมเด็จพิมพ์ใหญ่หลังเรียบ พิมพ์สมเด็จพิมพ์เล็กหลังเรียบ พิมพ์สมเด็จพิมพ์เล็กหลังยันต์ห้า พิมพ์พระขุนแผนห้าเหลี่ยม พิมพ์พระพุทธชินราชห้าเหลี่ยม พิมพ์พระมารวิชัยอู่ทอง พิมพ์พระรอด พิมพ์พระหลวงปู่ทวด พิมพ์พระลีลาถ้ำหีบ และพิมพ์พระสมเด็จเนื้อชานหมากล้วนๆซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสมเด็จพิมพ์เล็กเล็กน้อย ซึ่งเริ่มสร้างเมื่อปลายปี 2512 ถือกันว่าเป็นสุดยอดวัตถุมงคลของหลวงปู่ เป็นตัวแทนแห่งองค์หลวงปู่อย่างแท้จริง ลักษณะเป็นพระเนื้อดินเผาซึ่งเอาดินมาจากใต้ฐานพระประธานวัดเก่า วัดร้างในจังหวัดอุตรดิตถ์และใกล้เคียง 7 วัด และมีส่วนผสมของเหล็กน้ำพี้จำนวนมากขนาดแม่เหล็กดูดติดองค์พระจนรู้สึกได้ องค์พระส่วนใหญ่ทาเคลือบด้วยชแล็คแดงสีเนื้อพระมีตั้งแต่สีดำเพราะอ่อนไฟไปจนถึงสีน้ำตาลและสีแดงเพราะแก่ไฟ พระ เณรในวัดช่วยกันทำเอาใส่บาตรแล้วสุมไฟเผาจนบาตรแดงท่านกล่าวว่าขณะที่ท่านปลุกเสกพระชุดนี้อยู่ในโบสถ์ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาพอดี หลังจากท่านปลุกเสกแล้วยังได้นำพระชุดนี้เข้าร่วมในพิธีมหาพุทธาภิเษกเหรียญพระยาพิชัยดาบหักรุ่นแรกของจังหวัดเมื่อปี2513 อีกด้วยก่อนนำออกแจกจ่าย และแน่นอนที่สุดของเก๊ปัจจุบันมีออกมามากจนนักเล่นรุ่นหลังขยาดกันเป็นแถว ราคาซื้อขาย ถ้าเป็นสมเด็จพิมพ์ใหญ่ถ้าสวยๆราคาอยู่หลักหมื่นครับ ส่วนสมเด็จพิมพ์เล็กหลังยันต์ห้าอยู่ในหลักหมื่นต้นๆ สมเด็จพิมพ์เล็กหลังเรียบอยู่ในหลักพันปลายๆ ส่วนพิมพ์อื่นๆพบเห็นน้อยมากเพราะสร้างน้อยราคาเลยประเมินไม่ถูกครับ

              เท่าที่ผมใกล้ชิดกับท่านมานาน พูดได้เลยว่าท่านเป็นพระที่มีแต่ให้ ท่านให้จนหมดมีความเมตตาเป็นที่ตั้ง แต่ก่อนๆมีคนมาขอท่านสร้างวัตถุมงคลเพื่อหาเงินกันเยอะ แต่ก็ต้องล่าถอยไปเพราะท่านกล่าวว่า “ถ้าจะทำก็ทำมาแจกสิ เขาเดือดร้อนหรือศรัทธามาหาเรา จะไปเอาเงินเขาได้อย่างไร” และท่านยังกล่าวต่อไปอีกว่า “เวลานี้ก็เหลือฉันอยู่คนเดียว ท่านบุญก็ไปแล้ว (หลวงพ่อบุญ วัดน้ำใส จ.อุตรดิตถ์) ท่านไซร้ก็ไปแล้ว (หลวงพ่อไซร้ วัดช่องลม จ.อุตรดิตถ์) เมื่อตอนท่านบุญยังอยู่มีคนมาขอให้ท่านช่วยเสกของให้แล้วเขาก็เอาประโยชน์ไป ฉันไม่อยากเป็นอย่างนั้น” หลวงพ่อท่านก็เลยสร้างเอง แจกเอง แต่ก็มีหลายรุ่นที่ศิษย์ของท่านสร้างมาถวายโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งท่านก็เต็มใจเสกให้และแจกเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อถึงปี พ.ศ.2528 ตอนนั้นข่าวว่าทางการจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่านใกล้กับวัด หากสร้างเสร็จแล้วจะมีรถวิ่งผ่านถนนทางด้านทิศเหนือของวัดมากยิ่งขึ้น ท่านก็อยากจะสร้างรั้วให้เป็นสัดส่วน ตอนนั้นเงินของวัดก็ไม่ค่อยมี ประกอบกับท่านเองก็อยากจะสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วซึ่งต้องใช้เงินมาก ทางวัดและกรรมการวัดจึงมีความคิดที่จะสร้างวัตถุมงคลเพื่อนำเงินมาสร้างโรงเรียนและใช้ประโยชน์ของวัด ในที่สุดหลวงปู่ท่านก็อนุญาต แต่ในส่วนของพระที่แจกท่านก็แจกไปไม่ปะปนกับวัตถุมงคลที่จะจัดสร้างขึ้น ตอนนั้นผมเองปรึกษากับหลวงพี่เสริมศักดิ์(พระครูพิทักษ์สุวรรณดิตถ์)รองเจ้าอาวาสเรื่องการทำรั้ว โดยข้าพเจ้าเกณฑ์นักศึกษาเกือบร้อยคน อีกทั้งพระเณรในวัด ขุดหลุมทำแนวเสารั้ว ส่วนเหล็กโครงสร้างรั้วก็เอาไปผูกไปดัดกันที่วิทยาลัยแล้วลำเลียงมาส่งวัดมีชาวบ้านมาสมทบช่วย เดือนกว่าๆรั้วก็เสร็จเสียค่าใช้จ่ายไปไม่มากผมเองเพิ่งมารู้ในตอนนั้นว่าหลวงปู่ท่านมีความรู้ทางด้านการก่อสร้างอยู่มาก ท่านคอยแนะนำวิธีการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้ทางวัดหุงหาอาหารมาเลี้ยงตลอด เสร็จจากงานรั้วได้ไม่นานหลวงปู่ ก็เอ่ยถึงโรงเรียนพระปริยัติธรรมซึ่งผมเองรับเป็นผู้ออกแบบให้ ถึงตอนนั้นหลวงปู่ดูท่านจะกังวลมาก มีการบอกบุญกันอย่างทั่วถึง ในขณะนั้นวัตถุมงคลรุ่นแรกสร้างเสร็จพอดีประกอบด้วย รูปเหมือนหล่อบูชาขนาด 5 และ 9 นิ้ว เหรียญและรูปหล่อขนาดห้อยคอ ซึ่งหลวงปู่ท่านปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาสในปี 2529 ช่วงที่ท่านปลุกเสกนั้นสังเกตว่าท่านดูเครียดมากเป็นพิเศษ พระอาจารย์ท้วมซึ่งเป็นพระเลขาของหลวงพ่อสมัยนั้นยังกล่าวว่า “สงสัยหลวงพ่อท่านจะตั้งใจเป็นพิเศษกระมั้งกลัวว่าของจะออกไปไม่ดี” ผมมานั่งนึกดูทีหลังแล้วเปรียบเทียบเทียบกับวัตถุมงคลรุ่นอื่นๆของท่านแล้วผมว่ารุ่นแรกของท่านนี่แหละสุดยอดจริงๆ ตั้งใจจริงๆ วัตถุมงคลรุ่นนี้จำหน่ายหมดในเวลาต่อมาทีแรกก็หวั่นใจว่าจะจำหน่ายไม่หมดโดยเฉพาะเนื้อทองคำ หลวงพี่เสริมศักดิ์ถึงกับกล่าวกับผมว่า “อาตมาคิดพลาดไม่น่าจะทำเนื้อทองคำมากเลย” ทั้งๆที่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มากมายอะไรเลยเพียงพิมพ์ละ 20 กว่าองค์เท่านั้น และขอโทษทีครับปัจจุบันนี้ผมเคยขอซื้อรูปหล่อขนาดห้อยคอเนื้อทองคำจากคนที่รู้จักกันในราคาหลักแสนบาทเขายังไม่ยอมขายเลยครับ ผมเองยังเสียดายที่ไม่ได้บูชาไว้ในตอนนั้น

           หลังจากปี พ.ศ. 2533 ผมย้ายกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯก่อนไปก็เข้าไปกราบลาท่านสนทนากันอยู่นาน ก่อนลากลับท่านเดินเข้าไปในห้องนอนค้นกุกกักอยู่พักใหญ่กลับออกมาพร้อมกับพระพิมพ์สมเด็จรุ่นแผ่นดินไหวพิมพ์เล็กรุ่นแรก ท่านพนมมือภาวนาให้อยู่ครู่หนึ่งเรียกให้ไปรับ ท่านให้มา 4 องค์ เป็นพิมพ์หลังเรียบ 2 องค์ พิมพ์หลังยันต์ห้า 2 องค์ ผมเองดีใจสุดขีดเพราะไม่เคยคิดว่าจะได้รับพระพิมพ์นี้จากท่านเพราะเคยถามท่านถึงพระพิมพ์นี้ท่านบอกหมดไปแล้วแต่เมื่อทำความสะอาดห้องนอนเมื่อต้นปี 2533 ได้พบอยู่จำนวนหนึ่งไม่มากนักเป็นพิมพ์เล็กทั้งหมดแล้วท่านก็แจกต่อมาจนหมด  เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อนๆต่างจังหวัดมักจะแวะมาเยี่ยมอยู่บ่อยๆ เพื่อนผมคนหนึ่งแกเป็นอาจารย์อยู่วิทยาลัยเทคนิคลำพูนนานๆเจอกันครั้งแกชอบจับพลังพระ อ้ายผมเองไม่ถนัดทางนี้และไม่ได้สนใจมาก่อนมีคนชอบเอาพระมาให้แกจับเยอะ เพื่อนผมแกบอกว่าคุณพระมีอยู่สามลักษณะคือ เมตตา บารมี และแคล้วคลาด โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อจับแล้วจะมีคุณสมบัติโดดเด่นออกมาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แกบอกว่ามีน้อยมากที่จะโดดเด่นพร้อมกันถึงสามลักษณะในพระองค์เดียวเท่าที่พบมาก็มี พระตระกูลสมเด็จของสมเด็จโตวัดระฆัง เหรียญพระนเรศวรหลังรูปช้างออกศึกปี 2513 ออกที่วัดป่าเลย์ไลยก์ จะมีอย่างอื่นอีกหรือเปล่าจำไม่ได้แล้ว และที่น่าทึ่งก็คือพระของหลวงปู่ทองดำก็มีสามคุณครับ ตอนที่ให้จับเป็นพระพิมพ์สมเด็จรุ่นแผ่นดินไหวพิมพ์ใหญ่รุ่นแรกซึ่งพระอาจารย์ท้วมให้มาตอนที่จะกลับกรุงเทพฯซึ่งผมห้อยเดี่ยวอยู่ ซึ่งจริงๆแล้วจะมีกี่คุณผมเองก็ไม่ได้สนใจเท่าใดเอาแค่ว่าเป็นของหลวงปู่ก็พอแล้ว

          หลังจากปี พ.ศ. 2533 ชื่อเสียงของหลวงปู่เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระดับประเทศ วัตถุมงคลรุ่นหลังๆซึ่งบรรดาศิษย์ได้มีโอกาสสร้างถวายหาปัจจัยเริ่มมีมากขึ้น ท่านเองก็อนุญาตให้ทำได้เรียกได้ว่าไม่ปิดกั้นตนเองเหมือนสมัยก่อน ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งท่านคงต้องการปัจจัยมาบำรุงวัดและสร้างศาสนสถาน ทุกครั้งที่มีโอกาสไปเยี่ยมท่านๆมักจะกล่าวเป็นเชิงกังวลในเรื่องของอาคารที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จทำให้ผมพลอยกังวลไปกับท่านด้วย เรียกได้ว่าทุกครั้งที่มีโอกาสไปกราบท่านต้องหาปัจจัยส่วนตัวไปถวายท่านอยู่เสมอ ผมเองยอมรับว่าชื่อเสียงของท่านมีเพิ่มมากขึ้นเพราะวัตถุมงคลของท่านได้แพร่หลายออกไป แต่สิ่งหลักที่เป็นฐานเกื้อหนุนท่านอย่างแท้จริงก็เพราะท่านเป็นพระสุปฏิปัณโณที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจท่านผ่านการสะสมบุญบารมีและวิปัสสนาสมาธิมานานหลายทศวรรษแม้แต่หลวงพ่อเกษม เขมโก นักบุญแห่งลานนายังเคยกล่าวถึงหลวงปู่ทองดำกับญาติโยมจากอุตรดิตถ์ที่เข้าเยี่ยมท่านที่สุสานไตรลักษณ์จ.ลำปางเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2535 ว่า “พวกเธอมาจากอุตรดิตถ์รึไม่ต้องมาหาอาตมาให้เสียเวลาหรอก ไปหาพระกินหมากนั่นแหละเก่งกว่าฉันอีก” หรือแม้แต่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ยังเคยเอ่ยกับคณะกรรมการสร้างพระเมื่อครั้งมานั่งปรกพระกริ่งรุ่น 2 พระกริ่ง ทอง-คูณ เมื่อปี พ.ศ. 2537 ว่า “กูนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกร่วมกับหลวงปู่ทองดำแค่ 5 นาที พลังจิตของท่านไปไกลถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ กูตามไม่ทันดอก” ครับ แสดงว่าท่านไม่ธรรมดาจริงๆ

          เกี่ยวกับอายุของหลวงปู่ ถ้าผู้ที่สะสมวัตถุมงคลของหลวงปู่มาตั้งแต่ต้นอาจสงสัยเล็กน้อยว่าท่านอายุเท่าไหร่กันแน่ เพราะในเหรียญรุ่นแรกเขียนว่า อายุ 85 ปี พ.ศ. 2529 นั่นหมายความว่าท่านเกิด พ.ศ. 2444  แต่ในวัตถุมงคลกริ่งรุ่นสาม “ทองดำ 99” สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อฉลองวันเกิดท่านในปี พ.ศ. 2539 กล่าวว่าอายุของท่านคือ 99 ปี นั่นหมายความว่าท่านเกิด พ.ศ. 2440 ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน แต่ที่บันทึกไว้ในหนังสือเขียนตรงกันทุกฝ่ายคือ ท่านเกิดวันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 แต่ พ.ศ.ไม่ตรงกัน ผมได้ตรวจสอบจากปฏิทินโหราศาสตร์ของผมแล้วปรากฏว่า ท่านเกิดวันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2441 ตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีจอครับ

           หลังจากปี พ.ศ. 2535 หลวงปู่ท่านเริ่มมีสุขภาพไม่แข็งแรงตามสภาพของสังขารที่อายุตั้ง 94 ปีแล้ว ท่านต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลอุตรดิตถ์อยู่บ่อยๆ โดยที่ท่านก็ไม่ได้เต็มใจไป แต่ท่านไม่อยากขัดใจลูกศิษย์ บรรดาลูกศิษย์ก็หวังดีจัดหาเตียงพยาบาล ทีมหมอเตรียมห้องนอนให้ท่านใหม่ที่ศาลาเจริญธรรมเพื่อให้ท่านสบายขึ้นไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อยๆ ระยะหลังผมเองมีโอกาสไปกราบท่านไม่บ่อยนัก แต่เท่าที่สังเกตดูถึงสังขารท่านจะเสื่อม แต่จิตใจที่แท้จริงของท่านยังคงดีอยู่เหมือนกับท่านสามารถแยกร่างกายกับจิตใจออกจากกันได้  เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2548 หลวงปู่ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ด้วยโรคชรา และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2548 เวลา 16.00 น.ท่านหยุดหายใจไปกว่า 2 ชั่วโมง คณะแพทย์ได้พยายามอย่างสุดความสามารถ ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างหมดหวังคิดว่าท่านคงจะมรณภาพแล้ว แต่เหมือนมีปาฏิหาริย์ ท่านฟื้นขึ้นมาได้ครับยังความดีใจอย่างที่สุดของบรรดาลูกศิษย์ คณะแพทย์มีความเห็นให้ส่งตัวหลวงปู่ไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมพ.ศ. 2548 โดยมีพระปลัดทองแดง ตปสีโล ติดตามไปดูแลอย่างใกล้ชิดจนในที่สุดสังขารย่อมเป็นไปตามกรรม หลวงปู่ที่ผมเคารพรักสุดชีวิต ท่านได้มรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2548 เวลา 21.19 น.ด้วยภาวะโรคไตเสื่อมและติดเชื้อทางเดินหายใจสิริรวมอายุได้ 107 ปี 5 เดือน 20 วัน พรรษาที่ 86 เหลือไว้แต่ความดี และวัตถุมงคลให้ชนรุ่นหลังได้กราบไหว้และระลึกถึงครับ

          เกี่ยวกับปาฏิหาริย์หลังจากท่านมรณภาพ พระปลัดทองแดงได้เล่าว่า ขณะที่พยาบาลกำลังตกแต่งศพท่านซึ่งก็มีลูกศิษย์กว่า 10 คนร่วมอยู่ในห้องด้วย ได้มีลำแสงสีขาวสว่างพุ่งเข้ามายังเตียงที่วางร่างท่าน หลายคนพยายามที่จะถ่ายภาพและวีดิโอ แต่ไม่ติดครับ ทุกคนลงความเห็นว่าคงเป็นบุญญาธิการของท่านจึงมีเทวดามารับดวงวิญญาณของท่านไปสู่สวรรค์นภาลัย 

           ถ้าหากท่านมีโอกาสขึ้นไปทางเหนือและพอมีเวลา อยากที่จะให้ท่านหาโอกาสแวะเข้าไปที่วัดท่าทอง ไปกราบศพท่านสักครั้งก็จะถือว่าเป็นมงคลของชีวิตครับ

                                               15 มีนาคม พ.ศ. 2549 



ตัวอย่างวัตถุมงคล








ที่มา nanacollection และ oknation

 
วันที่ 14 เมษายน 2558
มีผู้เข้าชม 816 ครั้ง
[ดูบทความทั้งหมด]
 

หน้าแรก  |  รายการพระเด่นร้านค้า  |  รายการพระเครื่อง  |  ร้านพระเครื่อง  |  ติดต่อโฆษณา

Copyright 2013 - 2019  ©  www.spirit-pra.com
เบอร์โทรศัพท์. 086-3962846    E-mail: spiritpra.wm@gmail.com