สปีริตพระดอทคอม
ประวัติพระครูธรรมสารรักษา (พริ้ง วชิรสุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดวรจันทร์ และรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
ประวัติพระครูธรรมสารรักษา (พริ้ง วชิรสุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดวรจันทร์  และรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี

พระครูธรรมสารรักษา (พริ้ง วชิรสุวณฺโณ)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวรจันทร์  และรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี


วัดวรจันทร์ อำเภอเมือง สุพรรณบุรี
   เล่ากันต่อๆมาว่าเมื่อหลายร้อยปี บริเวณนี้เป็นค่ายพักทหาร ที่พักช้างศึก ของกองทัพพระนเรศวรมหาราช และเป็นที่ฝังศพเชลยพม่าจำนวนนับไม่ถ้วน....
   วัดวรจันทร์ เดิมทีอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ ตรงข้ามกับ วัดพร้าว ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2466 ชลประทานสร้างประตูน้ำขึ้นทางด้านเหนือ ของวัดพร้าว จำต้องปิดกั้นแม่น้ำตรงวัดวรจันทร์ และวัดพร้าว เปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำไปทางตะวันตกของวัดพร้าว แม่น้ำสุพรรณตอนวัดวรจันทร์ และวัดพร้าว จึงไม่เป็นทางสัญจรไปมาของเรือต่างๆ ทางวัดจึงสร้างสะพานขึ้นเชื่อมระหว่างกัน    
   ภายในวัดเป็นสถานที่ตั้งของ เจดีย์จุฬามณีย์ เป็นเจดีย์ที่มีความงดงาม และไม่เหมือนเจดีย์โดยทั่วไป มีฐานกว้างเท่ากัน 4 ด้าน ประกอบกับมีเจดีย์เล็กๆ รอบทุกด้านองค์ พระเจดีย์จุฬามีณีย์เป็นสีขาวสูงใหญ่ ภายในเจดีย์หล่อด้วยทองเหลือง รวมเจดีย์ที่อยู่รอบๆ พระเจดีย์จุฬามณีย์ จำนวน 30 องค์ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2456



วัดวรจันทร์ ตั้งอยู่ที่ตำบลโพธิ์พระยา เหนือสุดของอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เขตอุปจารของวัดห่างจากตำบลมดแดง อำเภอศรีประจันต์ ประมาณ 100 เมตรเศษ ความเป็นจริงสมัยโน้นเขตของอำเภอศรีประจันต์เป็นของ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี (อำเภอท่าพี่เลี้ยงเดิม) ใครจะเป็นผู้แรกสร้างมาแต่เมื่อไร สืบสวนไม่ได้ความตลอด เพราะเหตุว่าในเวลาเมื่อเขียนประวัติเรื่องนี้ ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากๆได้ล่วงลับไปเสียหมด แต่คงได้ความยุติว่า ได้ตั้งมากว่าร้อยปี คือก่อนพุทธศักราช 2377 แต่เดิมไม่มีถาวรวัตถุอันใด นอกจากกุฏีไม้ไผ่มุงแฝกอยู่ 2 ถึง 3 หลัง ตั้งอยู่ที่ต้นมะตูมเหนือสระเก่าและต่อมาได้เป็นป่าช้าเผาผี มีวิหารเก่ามุงแฝกไม่มีฝา มีพระประธานปูนปั้น หน้าตัก 3 ศอกเศษประดิษฐานอยู่ เพียงเท่านี้
   พ.ศ.2444 ทางราชการถอนเนื้อที่ตอนเหนือของอำเภอเมืองฯหรืออำเภอท่าพี่เลี้ยงในสมัยนั้น คือ ตำบลมดแดงขึ้นไปและตัดเนื้อที่ตอนใต้ของอำเภอสามชุก (เดิมชื่ออำเภอนางบวช) เป็นอำเภอศรีประจันต์ ด้วยเหตุดังกล่าว วัดวรจันทร์จึงอยุ่สุดเขตของอำเภอเมืองสุพรรณบุรี
   พ.ศ.2466 ชลประทานมีการสร้างประตูน้ำโพธิ์พระยาขึ้น ทางด้านวัดพร้าวซึ่งเป็นฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ(แม่น้ำท่าจีน) ฝั่งตรงข้ามกับวัดวรจันทร์ จำเป็นต้องปิดกั้นแม่น้ำตรงวัดวรจันทร์และวัดพร้าว เพื่อเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำไปทางตะวันตกของวัดพร้าว แม่น้ำสุพรรณ ตอนวัดวรจันทร์และวัดพร้าวจึงไม่เป็นทางสัญจรไปมาของเรือต่างๆ จึงมีการสร้างสะพานไม้ขึ้น เชื่อมระหว่างวัดพร้าวและวัดวรจันทร์ ปัจจุบันเป็นสะพานปูนแล้ว
   พ.ศ.2476 วัดนี้แต่เดิมเรียกว่าวัดจันทร์ ได้เปลี่ยนเป็นวัดวรจันทร์ โดยเพิ่มคำว่า "วร" ซึ่งแปลว่ายอดเยี่ยม ประเสริฐ เลิศ อันนี้ เป็นเพราะเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดเชตุพน เมื่อยังเป็นพระธรรมปิฎก และเป็นเจ้าคณะมณฑลราชบุรี พระครูธรรมสารรักษา (หลวงพ่อพริ้ง) เป็นสมภารอยู่วัดนี้ เห็นว่าชื่อวัดจันทร์ไปพ้องกับวัดจรรย์ อำเภอศรีประจันต์ ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปประมาณ 8 - 9 กิโลเมตร เป็นเหตุให้มีการส่งหนังสือราชการผิดพลาดไข้วเขวกันเนืองๆ ฉะนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีจึงให้เปลี่ยนวัดจันทร์เป็น วัดวรจันทร์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



เรือมาดเก๋งสี่แจว - เรือเก๋งเครื่องยนต์ อายุเกือบ 100 ปี เรือยาวต่อด้วยไม้สักยาว 8 เมตร



สะพานหน้าวัดข้ามไปยัง วัดพร้าว มีอุทยานมัจฉา รวมพันธุ์ปลาชนิดต่างไว้มากมาย


ชาติภูมิ
      พระครูธรรมสารรักษา  นามเดิมชื่อพริ้ง  เกิดปีเถาะ  ตรงกับพุทธศักราช 2409 บ้านอยู่ทางใต้ประตูน้ำวัดพร้าวฝั่งตะวันตก  ตำบลโพธิ์พระยา  จ.สุพรรณบุรี
     โยมผุชายชื่อเตียบ  โยมผู้หญิงชื่อเรียน  ตระกูลนี้ต่อมาใช้สกุลว่า"เตียบฉายพันธุ์" คือหมายความเอาชื่อเตียบโยมผู้ชาย  กับนายฉาย  พี่หัวปีเป็นเกณฑ์  พระครูธรรมสารรักษามีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเป็นผู้ชายทั้งหมด คือ  
     1.นายฉาย
     2.นายลด
     3.หลวงพ่อพริ้ง
     4.นายพร้อม
     5.นายเลี่ยม


การศึกษา
     เมื่ออายุ 12 ปี  โยมทั้งสองได้นำตัวไปฝากวัดพร้าว  ในสำนักพระครูปลื้ม  ปรากฎว่าท่านเป็นเด็กดี  สติปัญญาเชียบแหลม  สามารถเรียนหนังสือไทย  หนังสือขอมและท่องหนังสืสวดมนต์ได้แม่นยำรวดเร็ว  ท่านสามารถท่องพระปาฏิโมกข์จบตั้งแต่ตัวท่านยังเด็ก  เม่ออายุย่างเข้าวัยหนุ่ม  ได้ลาอกจากวัดไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพทำนา  มีหลักฐานมั่นคง  มีบ่าวใช้  ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2431 อายุได้ 21 ปี  ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ที่พัทธสีมาวัดพร้าว  ต.โพธิ์พระยา  มีฉายาว่า "วชิรสุวณฺโณ" โดยหลวงพ่อแก้ว  เป็นอุปัชฌาย์  พระครูปลื้มเป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระครูอินทร์เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นพระอนุสาวนาจารย์  เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพ่อพริ้งได้ศึกษาเล่าเรียนกับพระครูอินทร์วัดพร้าว 1 พรรษา  แล้วพระครูอินทรย์นำไปฝากศึกษาเล่าเรียน ณ สำนักวัดพระธาตุ  ท่าพระจันทร์  นครหลวงกรุงเทพธนบุรี  ประมาณ 7 พรรษา  แล้วกลับมาอยู่วัดพร้าวตามเดิม  พร้อมด้วยความรู้คือแปลปริยัติธรรมได้  สามารถแสดงธรรมได้ด้วยปากเปล่าเป็นอย่างดี  แต่มิได้แปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวง  เพราะในสมัยนั้นนานๆจะมีการแปลพระปริยัติธรรมกันครั้งหนึ่ง  ครั้งเมื่อบวชได้ 10 พรรษา ฝนแล้ง  ชาวโพธิ์พระยาขาดแคลนข้าวเดือดร้อนเป็นอันมาก  ประจวบกับพระภิกษุที่วัดพร้าวมีมาก  ออกบิณฑบาตไม่ใคร่พอฉัน  พระภิกษุต่างก็ย้ายที่อยู่กันไป  ส่วนหลวงพ่อพริ้งได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองผักนาก  อ.สามชุก 1 พรรษา  แล้วกลับมาอยู่ที่วัดพร้าวอีก 5 พรรษา  ในตอนนี้นับพรรษาได้ 16 พรรษา


     ต่อมาทางวัดวรจันทร์ขาดเจ้าอาวาส   ประชาชนจึงพร้อมกันมาอาราธนาหลวงพ่อพริ้ง  ให้มาเป็นเจ้าอาวาส ณ วัดวรจันทร์  เพราะเป็นเถระผู้ใหญ่แล้ว  เม่ื่อท่านเป็นเจ้าอาวาส  ท่านได้เริ่มบูรณะวัดเป็นการใหญ่ โดยที่ท่านประกอบด้วยพรหมวิหารอย่างสูง  ประกอบกับรูปลักษณะของท่านเป็นที่เคารพของบุคคลทั่วๆไป  
      สภาพของวัดวรจันทร์  ก่อนที่หลวงพ่อพริ้งจะมาเป็นเจ้าอาวาส  มีกุฎีฝากระดานหลังคามุงจากอย่างดี หนึ่งหลังเท่านั้น นอกจากนั้นหลวงพ่อพริ้งท่านได้ดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม กุฎีหอสวดมนต์  ศาลาท่าน้ำและอื่นๆอีก


ที่มา watworajan
 
วันที่ 12 กรกฎาคม 2558
มีผู้เข้าชม 1038 ครั้ง
[ดูบทความทั้งหมด]
 

หน้าแรก  |  รายการพระเด่นร้านค้า  |  รายการพระเครื่อง  |  ร้านพระเครื่อง  |  ติดต่อโฆษณา

Copyright 2013 - 2019  ©  www.spirit-pra.com
เบอร์โทรศัพท์. 086-3962846    E-mail: spiritpra.wm@gmail.com