สปีริตพระดอทคอม
ประวัติและความเป็นมาของพระฤาษี
ประวัติและความเป็นมาของพระฤาษี

    ปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ หมายความว่า ศาสนาพุทธล่วงเลยมาแล้วถึง ๒๕๕๐ ปี นับว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่และมั่นคงมาก แม้ว่าเวลาที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ต่างๆผันแปรทำให้ศาสนาพุทธสึกกร่อนลงไปบ้างแต่ปัจุบันศาสนาพุทธก็ยังเป็นศาสนาหนึ่งที่มีผู้คนนับถือมากมายและกระจายไปทั่วทุกมุมโลกก่อนศาสนาพุทธยังมีศาสนาและลัทธิต่างๆอีกมากมายเช่น ศาสนาพราหมณ์ เป็นต้น

ปัจจุบันศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์ใกล้ชิดสนิทสนมจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อมีพิธีทางศาสนาพุทธ ก็จะต้องมีพิธีทางศาสนาพราหมณ์ร่วมด้วยทุกครั้งเพราะคน ไทยเราเก่งในการผนวก พระฤษีเป็นคำเรียกขานของคนที่บำเพ็ญเพียรด้วยความอุตสาหะ เป็นความเชื่อของคนว่าต้องการจะหลุดพ้นจากความทุกข์บ้าง ก็ต้องการที่จะสร้างฤทธิ์สร้างบารมี จึงเกิดมีลัทธิมีการตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักการ ที่วางไว้พระฤษี เป็นคำที่เรียกคนที่มีพลังจิตเด็ดเดี่ยวมุ่งปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จในอย่าง ใดอย่างหนึ่ง หรือหลายๆอย่าง เช่นสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีวาจาสิทธิ์ และอีก มากมายบางท่านก็เก่งเรื่องยาสมุนไพรเช่น ปู่ชีวกโกมารภ้ทรซึ่งเป็น
แพทย์ประจำพระองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รวมเรียกท่านอยู่ในกลุ่มของฤษีเช่นกัน พระฤษีจัดคัดแยกเอาไว้ ๔ ชั้นหรือ ๔ จำพวก คือ

ชั้นที่ ๑ เรียกว่า ราชรรษี แปลว่า เจ้าฤษีชั้นนี้จะมีความเป็นอยู่ตามพื้นธรรมชาติคือมีความปกติเป็นพื้นฐานเพียงแต่มีความริเริ่มและความพยายามที่จะบำเพ็ญเพียรในเบื้องต้นและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ชั้นที่ ๒ เรียกว่า พรหมรรษี แปลว่า พรพรหมฤษี เมื่อปฏิบัติเพียงพอกับความต้องการ ในเบื้องต้นแล้วจึงได้ไปบังเกิดเป็น พระพรหม

ชั้นที่ ๓ เรียกว่า เทวรรษี แปลว่า เทพฤษี ผู้ที่ปฏิบัติอย่างมุงมั่นด้วยตบะ จึงมีบารมีมาก พร้อมทั้งมีอิทธฤทธิ์และมีอำนาจมหาศาล

ชั้นที่ ๔ เรียกว่า มหรรษี แปลว่า มหาฤษีชั้นนี้นอกจากมีอิทธิฤทธิ์ที่เกิดจากบารมีแล้ว ยังมีภูมิปัญญามากมีอาคมแก่กล้าเป็นที่สุด

เมื่อนำเอามาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นชัดเจนว่าทั้ง ๔ชั้นมีความสามรถไม่เหมือนกัน หรือไม่เท่ากันแล้วแต่การปฏิบัติของแต่ละตนผู้ใดมีความมุ่งมั่นหมั่นเพียรและตั้งใจปฏิบัติ ทำ ได้เท่าใดผลก็จะส่งบุญก็จะบันดาล ให้ไปถึงขั้นนั้นๆ พระฤษีที่ปรากฏในวรรณคดีมีอยู่หลายท่านโดยมากมักเป็นฤษีที่ละจากเรื่องทางโลกมุ่งสู่การบำเพ็ญบารมีเป็นที่นับถือแก่มนุษย์และเทพเทวดาทั่วไปยิ่งบำเพ็ญบารมีมากเท่าไรก็มีอำนาจวิเศษตามบารมีที่สั่งสมมามากขึ้นเท่านั้น ฤษีตามรากศัพย์ดูเหมือนจะแปลกันว่า เป็นผู้มี ปัญญาอันได้มาจาก พระเป็นเจ้าตามพจนานุกรมฉบับมติชนปี ๒๕๔๗ ว่า ฤษี(รือ-สี) ผู้สละบ้านเรือนออกบำเพ็ญพรต ส่วนฤษีที่ปรากฎชื่อใน ทศฤาษี หรือที่เรียกกันว่าเป็น พระประชาบดี นั้นในมานวธรรม ศาสตร์กล่าวว่ามี ๑๐ ตน คือ

๑.มรีจิ
๒.อัตริ
๓.อังคีรส
๔.ปุลัสยตะ
๕.ปุลหะ
๖.กรตุ
๗.วสิษฐ
๘.ประเจตัส หรือ ทักษะ
๙.ภฤคุ
๑๐.นารท


แต่บางตำราว่ามีแค่ 7 เรียกกันว่า สัปตฤาษี หรือมานัสบุตร (ลูกเกิดแต่มโนของพระพรหมา) ทั้ง 7 ตน มีชื่อดังนี้

๑.โคดม (โคตม)
๒.ภรัทวาช
๓.วิศวามิตร
๔.ชมัทอัคนี(บางตำราว่า ชมทัศนี)
๕.วสิษฐ
๖.กศป(กัศย์ป)
๗.อัตริ

ส่วนมหาภารตะระบุไว้ว่า
๑.มรีจิ
๒.อัตริ
๓.อังคีรส
๔.ปุละหะ
๕.กระตุ
๖.ปุลัสตยะ
๗.วสิษฐ วายุปุราณะเติม ภฤคุ อีก ๑ ตน แต่ยังเรียกรวมว่า สัปตฤาษี ส่วนวิษณุปุราณะเพิ่มอีก ๒ ตน คือ ภฤคุ กับ ทักษะ เรียกแปลกไปอีกว่า พรหมฤาษีทั้งเก้า ตามชั้นและฐานะของพรฤษีนั้นก็ยังแยกระดับตามศรรพนามออกไป และชั้นที่ได้ยกระดับหรือแยกออกมาอีก ก็คือ

๑.พระสิทธา
๒.พระโยคี
๓.พระมุนี
๔.พระดาบส
๕.ชฎิล
๖.นักสิทธิ์
๗.นักพรต
๘.พราหมณ์

เมื่อรวมทั้งแปดนามเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือท่านเป็น'ผู้ทรงศีล'ผู้ที่มุ่งหวังตั้งใจบำเพ็ญเพียรตบะ เพื่อเสริมสร้างบารมี มุ่งหวังในผลสำเร็จ ถึงกับยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมด ในบรรดากลุ่มพระฤษีที่มีชื่อแยกออกไป ก็ยังมีความหมายต่างๆกัน เช่น 

๑.พระสิทธา แปลว่า พระฤาคี ประเภทมีคุณธรรมวิเศษ มีหลักฐานมั่นคง ที่สถิตสถานมีวิมานอยู่บนเทือก เขาและถ้ำ ตามแต่ว่าจะเห็นสมควรในความสะดวกสบายอยู่ในระหว่างพระอาทิตย์ลงมาสู่พื้นแห่งโลกมนุษย์โดย กำหนด

๒.พระโยคี แปลว่า เป็นผู้ที่มีความสำเร็จ หรือผู้ที่กำลังศึกษาสังโยค ในด้านหลักวิชาโยคกรรม มักจะเที่ยว ทรมานตนอยู่ตามเทือกเขาและป่าตามความเหมาะสมในความสันโดษ ที่จะมีและเท่าที่จะเห็นว่าสมควร

๓.พระมุนี แปลว่า ในกลุ่มพราหมณ์ที่มีความพยายาม กระทำกิจพิธีบำเพ็ญด้วยความพากเพียร มุมานะ พยายามจนกระทั่งพบความสำเร็จ จึงกลายเป็นผู้ที่มีปัญญาและมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับสูง

๔.พระดาบส แปลว่า ผู้บำเพ็ญตนสร้างบารมี มุ่งมั่นในตบะธรรมที่คิดว่าจะเผาผลาญกองกิเลสให้หมดสิ้นไป ใช้ความพยายามพากเพียร พยายามมุ่งแต่ในทางทรมานร่างกายและจิตใจ เพื่อมุ่งหวังในโลกุตตรสุขที่เป็นผล แห่งบารมี

๕.ชฎิล แปลว่า นักพรตจำพวกหนึ่ง ที่ชอบเกล้ามุ่นมวยผมเป็นแบบชฎาเอาไว้ หนวดเครารกรุงรังราวกับคน บ้า ทั้งผ้าที่นุ่งห่มก็รุ่มร่าม ไม่ชอบในการรักสวยรักงาม ทำตนเป็นพราหมณ์รอนแรมอยู่ตามป่าดงพงไพร

๖.นักสิทธิ์ แปลว่า เป็นผู้ทรงศีลที่กึ่งมนุษย์กึ่งเทพ หรือเทวดา พวกนี้มักจะรักสัจจะวาจา มีความเที่ยงธรรม เป็นที่ตั้งชอบช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอๆ มีที่อยู่อาศัยอยู่ในระหว่างกลางที่ว่างเปล่าและบริสุทธิ์ วัดระยะตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลงมาจนกระทั่งถึงโลกมนุษย์ พวกนี้มีอยู่กันเป็นจำนวนมากมายหลายแสนองค์เที่ยว ตระเวนไปในที่ต่างๆ เพื่อที่จะสอดส่งหาทางลงมาช่วยเหลือมวลมนุษย์

๗.นักพรต แปลว่า เป็นผู้ที่ปฏิบัติดีเคร่งครัดในการปฏิบัติ ทรงศีลอันประเสริฐมิยอมให้ศีลบกพร่องแต่ประการ ใด ตั้งใจบำเพ็ญพรต บำเพ็ญตบะ เพื่อที่จะเสริมสร้างบารมีให้มากๆ อยู่ประจำ ชอบสถิตย์อยู่ตามป่าเขาลำเนา ไพร และตามถ้ำหน้าผา มักไม่ยอมให้ผู้ใดได้พบเห็น มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายแต่มีอิทธิฤทธิ์มาก

๘.พราหมณ์ แปลว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับฤษีเหมือนกัน แต่เป็นด้านการปฏิบัติบูชาบำเพ็ญตบะสร้างบารมีอย่าง มุ่งมั่นเป็นผู้สละแล้ว สละเรื่องของโลกภายนอกได้หมดแล้วมีความมุ่งมั่นว่าจะต้องออกไปปฏิบัติการช่วยเหลือ มนุษย์และสรรพสัตว์โดยทั่วไป พราหมณ์มักจะชุมนุมรวมกลุ่มกันเป็นหมู่คณะตามเทวสถานต่างๆ ด้วยความพร้อม เพรียงและสามัคคีกันอย่างดี เมื่อมีผู้ใดเชิญให้ช่วยกระทำพิธีให้ไม่ว่าจะเป็นพิธีอะไรที่จะต้องเกี่ยวกับพระฤษีหรือ องค์เ้ทพต่างๆพราหมณ์ก็ออกไปทำพิธีให้ทันที ไม่เรียกร้องค่าป่วยการหรือค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ไม่เห็นแก่ลาภ ไม่เห็นกับประโยชน์ส่วนตัว (นั่นเป็นพราหมณ์สมัยก่อน สมัยนี้ก็คงจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากน้อยตามแต่จะเห็นสมควร) สำหรับพราหมณ์พวกนี้ก็มักมีกันอยู่เป็นจำนวนมาก ชอบฝักใฝ่ในธรรม โปรดสัตว์ ช่วยเหลือมนุษย์ด้วยความเต็มใจ เมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจแล้วก็จะเข้าจำศีลภาวนาต่อไปอย่างไม่มีคำว่าพอ



    ต่อจากนี้จะเป็นการลำดับรายชื่อย่อๆ ในส่วนหนึ่งของพระฤษีในแต่ละชั้น จะแบ่งแยกเป็นชั้นๆดังต่อไปนี้

๑.พระฤษีชั้นพรหม พระฤษีในชั้นพรหมนั้นมีรายชื่อดังต่อไปนี้ พระฤษีพรหมเมศร์ พระฤษีพรหมมาพระฤษีพรหม มุนี พระฤษีพรหมนารถ พระฤษีพรหมวาลมีกิ เป็นต้น

๒.พระฤษีชั้นเทพ พระฤษีชั้นเทพนั้นมีรายชื่อดังต่อไปนี้ พระฤษีบรมโกฏิ พระฤษีประลัยโกฏิ พระฤษีนารอด พระ ฤษีนารายณ์ พระฤษีนาเรศร์ พระฤษีอิศวร พระฤษีพิฆเนศ พระฤษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤษีปัญญาสด พระฤษีตาไฟ พระฤษีหน้าวัว พระฤษีหน้าเนื้อ พระฤษีปัญจสิขร (หรือพระประคนธรรพ)บางทีเรียกว่า พระประโคนทัพ) เป็นต้น

๓.พระฤษีชั้นมนุษย์ พระฤษีชั้นมนุษย์ก็มีมากมายเช่นเดียวกัน เช่น พระฤษีโกเมน พระฤษีโกเมท พระฤษีโกมุท พระฤษีสัตตบุตร พระฤษีสัตบัน พระฤษีสัตบงกช พระฤษีโคบุตร พระฤษีโคดม พระฤษีสมมิตร พระฤษีลูกประคำ เป็นต้น

๔.พระฤษีชั้นอสูร พระฤษีชั้นอสูรก็มีตามรายชื่อดังนี้ ท่านท้าวคีรีเนศร์ ท่านท้าวเวสสุวัณ ท่านท้าวหัสกัณฑ์ ท่าน ท้าวหิรัญฮู พระฤษีพิลาภ พระฤษีพิรอด ท้าวพลี หิรัญยักษ์ อนันตยักษ์ วาณุราช วาหุโลม เป็นต้น



รูปร่างลักษณะของพระฤษีพรหมเมศร์

  พระฤษีพรหมเมศร์มี ๔ พระพักตร์เหมือนกับพรพรหมโดยทั่วไป พระเศียรเป็นกรวยเช่นเดียวกับเศียรพระฤษี ทั้งหลาย มี ๘ กร พระพักตร์สีทอง ผิวกายสีทอง นุ่งห่มด้วยผ้าโขมพัตถ์ (ผ้าสีขาวอย่างดี ที่สะอาดบริสุทธิ์)   พระฤษีพรหมเมศร์นี้ ท่านมีอิทธิฤทธิ์และปาฏิหารย์มากมาย ทั้งในด้านบุญฤทธิ์บารมี ก็ไม่มีผู้ใดจะเทียบเทียม ท่านได้ ชอบช่วยเหลือมวลมนุษย์และสรรพสัตว์โดยทั่วๆไป ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของท่าน



ประวัติของพระฤษีพรหมบุตร

พระฤาษีพรหมบุตร

หลังจากสงครามการสู้รบของเหล่าฤาษีได้สิ้นสุดลง ด้วยพระอิศวรและพระนารายณ์เป็นผู้ยุติศึก ผลหลังจากนั้นก็ทำให้เหล่าฤาษีได้ปรับความเข้าใจกันและเลิกอาฆาตบาดหมางต่อกัน ส่วนฝ่ายพรหมนารีก็ถูกขับไล่ให้พ้นจากพรหมโลกมาอาศัยอยู่ยังภาคพื้นดิน ซึ่งพระอิศวรได้มีพระบัญชาห้ามไม่ให้พรหมโลกมีสตรีเพศอีกต่อไป

พระฤาษีพรหมบุตร

จะกล่าวถึงกุมารหนึ่งนามว่าพรหมบุตร ถือกำเนิดขึ้นจากนางพรหมนารีผู้ตกสวรรค์ เมื่อเจริญวัยขึ้นก็ได้ถามไถ่ ความเป็นมาและเรื่องราวของบิดา มารดาจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดโดยละเอียดว่าบิดาที่แท้จริงก็คือพรหมเมศร์ และบัดนี้มารดาก็ไม่สามารถกลับขึ้นไปอยู่ยังพรหมโลกได้อีกต่อไปตามคำบัญชาของเจ้าแห่งสวรรค์ ฝ่ายพรหมบุตรเมื่อได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความสงสารมารดาเป็นที่สุด อีกทั้งเกิดความโกรธแค้นต่อบรรดาฤษีทั้งหลาย

พรหมบุตรได้เก็บตัวเจริญตะบะบารมีอยู่ในเขตป่าหิมพานต์ ด้วยความมุ่งมั่นไม่ลดละเพื่อหวังเจริญตะบะบารมีให้แก่กล้าและมีอิทธิฤทธิ์อยู่เหนือเหล่าฤษีทุกชั้นภูมิ หลังจากการเจริญตะบะอย่างมุ่งมันจนเวลาล่วงเลยยาวนานไปถึงพันปี บารมีที่สะสมไว้ก็ทำให้เกิดบุญฤทธิ มีฤทธิ์อำนาจมาก มีคาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์ มีภูมิธรรมอยู่ในขั้นสูงที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ ประกอบกับความคับแค้นที่ฝังใจยิ่งทำให้ฤษีพรหมบุตรมีความฮึกเหิม และไม่เกรงกลัวผู้ใด

เมื่อพระฤษีพรหมบุตร มีความเก่งกล้าเป็นหนึ่งในจักรวาลและแดนภิภพแล้ว ก็มีใจกำเริบไปด้วยความคับแค้น จึงเที่ยวออกค้นหาหมู่พระฤษีทั้งหลาย ที่บำเพ็ญตะบะอยู่ในป่าทั้งหมด เมื่อได้พบฤษีตนใดก็ตาม ก็จะดุด่าท้าทายให้ออกมาสู้รบกัน จนกระทั้งเหล่าฤษีพากันหวาดกลัว เพราะไม่มีผู้ใดที่จะสามารถต่อกรกับพระฤษีพรหมบุตรได้ เหล่าฤษีทั้งหลายจึงไม่เป็นอันจะบำเพ็ญตะบะกันได้โดยสงบ

ครั้นเมื่อพระฤษีทั้งหลายพากันหวาดกลัวและหลบซ่อนไม่ยอมพบไม่ยอมเผชิญหน้ากับพระฤษีพรหมบุตร จึงยิ่งทำให้พระฤษีพรหมบุตรเกิดความกำเริบ และคิดว่าตัวเองคงเก่งเกินที่จะมีใครมาต่อกรได้ ประกอบกับความต้องการที่จะแก้แค้นให้กับมารดา และหมายที่จะให้มารดาได้กลับขึ้นไปอยู่บนพรหมโลกดังเดิม เมื่อคิดได้เช่นนั้น พระฤษีพรหมบุตรจึงได้แสดงอิทธิฤทธิ์เหาะขึ้นไปยังพรหมโลก และมุ่งเสาะหาพระฤษีพรหมเมศร์ผู้เป็นบิดา เพื่อที่จะเจรจาต่อรองให้มารดาหรือนาง
พรหมนารีได้กลับขึ้นมาได้ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อพบกับพระฤษีพรหมเมศร์แล้ว นอกจากจะไม่เป็นไปตามที่ประสงค์ยังได้ถูกขับไล่ให้รีบกลับลงไปจากพรหมโลกอีกด้วย


เมื่อเป็นเช่นนี้พระฤษีพรหมบุตรผู้ไม่เกรงกลัวใคร ก็เกิดความโกรธจนลืมหูลืมตา ไม่คิดว่าพระฤษีพรหมเมศร์เป็นบิดาอีกต่อไป จึงได้ประกาศท้าทายด้วยถ้วยคำต่างๆนานา ให้พระฤษีพรหมเมศร์มาต่อสู้กับตน

ในที่สุดการต่อสู้ระหว่างพ่อลูกจึงเกิดขึ้นจนได้ แม้พระฤษีพรหมบุตรนั้นมีฤทธิ์เดชที่แทบไม่มีผู้ใดสู้ได้ แต่พระฤษีพรหมเมศร์ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เดชสูงส่งเช่นเดียวกัน การต่อสู้ได้ดำเนินมาอยู่นานก็ไม่ปรากฏผู้แพ้ชนะ สวรรค์ทั้งสวรรค์ก็สั่นสะเทือนราวจะถล่มทลายลงมา เทวดาทั้งหลายก็ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า สุดฝ่ายเทวดาผู้ใหญ่ก็จำเป็นต้อง มุ่งไปเข้าเฝ้าพระอิศวรและพระนารายณ์เพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อเรื่องทั้งหมดได้ทราบไปถึงพระอิศวร พระองค์เห็นว่าการต่อสู้ของสองพ่อลูกนี้ทำให้เกิดความเดือนร้อนแก่เหล่าเทวดา จึงได้เสด็จมายังสถานที่ต่อสู้พร้อมด้วยพระนารายณ์ เพื่อหวังยับยั้งการต่อสู้ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ เมื่อมาถึงก็ได้ห้ามปรามแล้วจึงถามเหตุผลมูลความ หลังได้ทราบความจริงจากการบรรยายของพระฤษีพรหมเมศร์แล้วก็ยังทรงมีเมตตาต่อพระฤษีพรหมบุตร ได้กล่าวตักเตือนและให้เหตุผลต่างๆ แต่แทนที่พระฤษีพรหมบุตรจะยอมเชื่อฟัง กลับดันทุรังไม่เกรงกลัวต่อพระอิศวรและพระนารายณ์แม้แต่น้อย แถมยังใช้วาจาท้าทาย ให้พระพระอิศวรและนารายณ์ออกมาสู้

เมื่อเป็นเช่นนี้พระอิศวรจึงเกิดความพิโรธขึ้นเป็นทวี และเห็นว่าการเป็นบุตรจะมาต่อสู้ลองฤทธิ์กับผู้เป็นบิดานั้นหาสมควรไม่หากการกล่าวว่าตักเตือนด้วยวิธีอ่อนละมุนไม่เป็นผล จึงสั่งให้พระนารายณ์เข้าปราบ พระนารายณ์จึงได้ขวางจักรขึ้นไปยังเบื้องบน ด้วยอำนาจของจักรพระนารยณ์ได้บังเกิดเป็นแสงสว่างจ้า ทำให้พระฤษีพรหมบุตรไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ จักรนารายณ์ก็พุ่งตรงเข้าตัดศีรษะของพระฤษีพรหมบุตรจนขาด แต่ด้วยฤทธิ์บารมีของพระฤษีพรหมบุตรนั้นมีมากนัก แม้หัวจะขาดออกจากกันแต่ก็ไม่ได้ถึงแก่ความตาย องค์พระอิศวรเห็นดังนั้นก็ไม่ประสงค์ให้ฤษีพรหมบุตรใช้อิทธิ์ฤทธิ์ต่อร่างกายกลับไปใหม่ จึงทรงลืมตาที่สามเพ่งเล็งไปยังร่างของพระฤษีพรหมบุตร กระทั่งไฟกรดได้เผาไหม้ร่างของฤษีพรหมบุตรจนกลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา

พระฤาษีพรหมบุตร

ความพ่ายแพ้ของพระฤษีพรหมบุตรเป็นการพ่ายแพ้ที่ไม่มีวันหวนกลับคืน บัดนี้ก็มีเพียงแต่หัวเท่านั้นที่ยังคงไม่ตาย เมื่อเหลือแต่หัวพระฤษีพรหมบุตรก็สำนึกถึงความผิดพลาด ยอมรับการอบรมสั่งสอนจากพระนารายณ์และพระอิศวรแต่โดยดี หลังจากนั้นพระฤษีพรหมบุตรก็คอยปฏิบัติบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ตั้งตนอยู่แต่ความดีมาโดยตลอด

 

รูปร่างหน้าตาของพระฤษีพรหมบุตรและวิธีบูชา

พระฤษีพรหมบุตรท่านที ๔ หน้า ๘ มือ ผิวกายมีสีขาวปนทอง หน้าดุกว่าพระฤษีพรหมเมศร์ แต่เมื่อมีแต่เศียรก็มักจะไม่ค่อยแผลงฤทธิ์เท่าใดนัก หากมีไว้บูชาควรจะอยู่ที่วัดหรือปลูกศาลให้ท่านอยู่ต่างหาก ไม่ควรจะนำเข้าบ้านหรือขึ้นหิ้งบูชาร่วมกับพระฤษีองค์อื่นๆ เพราะในอดีตท่านไม่เป็นมิตรกับใคร แล้วอีกอย่างหนึ่งหากในบ้านของเรามีเด็กๆ ที่ซุกซนก็อย่านำมาบูชาในบ้านเป็นอันขาด เพราะท่านเกลียดเด็ก บางทีอาจจะกลั่นแกล้งหรือทำโทษเด็กก็ได้ ดังนั้นควรจัดหาสถานที่ให้ท่านอยู่ต่างหาก หรือฝากไว้ที่วัดก็ยิ่งดี ถึงเวลาจัดงาน ไหว้ครูก็อัญเชิญท่านมาเข้าพิธีได้ หรือจะใช้ประกอบพิธีในการครอบเศียรให้ศิษย์ก็ได้และก็ดีอีกด้วย เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็อัญเชิญท่านกลับไปวัดหรือศาลของท่านโดยเร็วที่สุด


ตำนานพระฤษีหน้าเสือและพระฤษีหน้ากวาง

ตำนานพระฤษีหน้าเสือและพระฤษีหน้ากวาง  

พระฤษีหน้าเสือและพระฤษีหน้ากวางทั้งสองตนนี้มีที่มาแห่งเดียวกัน ในครั้งอดีต สมัยที่ทั้งสองยังไม่ได้ครองเพศฤษีก็ได้เป็นเพื่อนร่วมสาบานกันและอยู่ในสำนักอาจารย์เดียวกัน คืออาศรมของพระฤาษีวสิษฐ์ เมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองมีตะบะบารมีแก่กล้าขึ้น ก็ต่างพากันแยกย้ายกันออกจากอาศรมของอาจารย์ เพื่อแสวงหาที่สงัดและปฏิบัติฌาณบารมี ตามวิถีของฤษีต่อไป


ทดลองวิชา

พระฤษีกาลสิทธิ์อยู่ด้านทิศใต้ ส่วนพระฤษีปะตาภาหรืออีกนามหนึ่งคือพระฤษีปิตน อยู่ทางทิศใต้ ต่างคนก็ต่างปฏิบัติและนานๆครั้งก็จะไปมาหาสู่เพื่อเยี่ยมเยือนกันและกัน แต่ก็มิได้บ่อยนัก หลังจากที่ได้เร่งปฏิบัติอย่างเต็มความเพียร พระฤษีทั้งสองก็บารมีมากขึ้น มีอิทธิฤทธิและอาคมแข้มแข็ง สามารถแปลงกายเป็นอะไรก็ได้

อยู่มาวันหนึ่งพระฤษีกาลสิทธิ์หวนนึกถึงเพื่อนรักคือพระฤษีปะตาภา จึงเดินทางไปหายังอาศรม แต่อีกนัยหนึ่งก็หมายที่จะใคร่ลองวิชาที่ได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างช่ำชอง เมื่อพระฤษีทั้งสองได้พบปะกันก็นั่งคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ และแน่นอนก็ไม่ลืมที่จะพูดคุยกันถึงวิชาอาคมของตนเอง ต่างคนก็ต่างโอ้อวดกันว่าวิชาของตนเองนั้นดีกว่าเด่นกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นทั้งสองตนจึงตกลงปลงใจว่าจะทำการทดลองวิชากัน

พระฤษีปะตาภา ได้ตักน้ำมาขันหนึ่งแล้วบริกรรมคาถา เพื่อเป็นน้ำมนต์เพื่อแก้อาคมให้เป็นเหมือนเดิมหลังจากที่ได้ทดลองวิชากัน จากนั้นก็นำขันน้ำมนต์ไปฝากไว้กับพระฤษีกาลสิทธิ์ ซึ่งฝ่ายพระฤษีกาลสิทธิ์ก็ได้ทำเช่นเดียวกัน โดยต่างฝ่ายก็ต่างไว้ใจซึ่งกันและกัน

และแล้วพระฤษีกาลสิทธ์ก็ใช้มนต์คาถาแปลงกายให้ส่วนหัวกลายเป็นหน้าเสือโคล่งเหลืองอร่าม สวยงามยิ่งนัก ฝ่ายพระฤษีปะตาภาก็ไม่น้อยหน้า แสดงอิทธิฤทธิ์กลายร่างจนส่วนหัวมีรูปเป็นหน้ากวางงามสง่าเช่นกัน แล้วต่างฝ่ายก็ต่างพอใจ่ที่มีวิชาอาคมเสมอกัน

ฤษีหน้าเสือ

เหตุการณ์ไม่คาดคิดเมื่อมีฤษีอีกตนหนึ่งชื่อพระฤษีอุตริ คอยซุ่มแอบดูความเป็นไปทั้งหมดอยู่ใกล้ๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปและกล่าวยกย่องพระฤษีทั้งสองว่ามีความเก่งกล้าในด้านวิชาบารมี แล้วจึงจับกลุ่มนั่งคุยกันฉันท์มิตร

ในระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น พระฤษีอุตริก็มีความคิดว่า พระฤษีกาลสิทธิ์นี้มีหน้าเป็นเสือดูแล้วก็สวยและแปลกดีจึงอยากให้เป็นอย่างนี้ตลอดไป ส่วนพระฤษีปะตาภาก็เช่นกันมีหน้าเป็นกวางดูสง่างามดี ไม่เคยพบเคยเห็น ถ้าให้เป็นอยู่อย่างนี้ต่อไปก็คงจะดี พระฤษีอุตริจึงหลอกคุยกับพระฤษีทั้งสองจนเพลิดเพลินและลืมไปว่าจะต้องทำให้กลับร่างเดิม

เมื่อพระฤษีทั้งสองเผลอ ฝ่ายพระฤาษีอุตริก็ได้แอบเข้าไปแย่งชิงขันน้ำมนต์ทั้งสองขัน และสาดน้ำมนต์ออกจนหมด เมื่อพระฤษีปะตาภาและพระฤษีกาลสิทธิเห็นเข้าก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว นั่นหมายความว่าพระฤษีทั้งสองจะกลับร่างเดิมไม่ได้อีกต่อไป  ด้วยความโกรธอย่างถึงที่สุด พระฤษีทั้งสองจึงสำแดงฤทธิ์ ใช้วิชาอาคมสาปพระฤษีอุตริให้เป็นพระฤษีหน้าลิงไปในกาลบัดนั้น  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีหน้าตาของฤษีที่แปลกประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกสามตน ก็คือพระฤษีหน้าเสือ พระฤษีหน้ากวาง และพระฤษีหน้าลิง  ต่อมาภายหลังพระฤษีทั้งสามตนก็ต่างอโหสิซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายก็ต่างมุ่งบำเพ็ญตนอยู่ในอาศรมของตนเองภายในป่าเดียวกัน



คาถาบูชาพระฤาษี

คาถาบูชาพ่อแก่ พระฤษี 108 พระองค์

นะโม ตัสสะ พะคะวะโต อะระหะโต
สัมมา สัมพุท ตัสสะ (3 จบ)
อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง  อะหังวันทา อาจาริยัง  สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ
อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม  ทุติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา  อาจาริยัง สัพพะสัยยัง
วินาสสันติ สิทธิการิยะ  อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ตะติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา
อาจาริยัง สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ   อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม

โอม ฤ ฤา
โอม นะโมนะมัสสะการิยะ มุนีวะระจะนัง สักการะวันทะทานัง มุนินโท มะนุสสาสะนัง โลกา สาธุ สาธุ อนุโมทะทันติ มะหาลาโภภะวันตุเม โอม นะโมนะมัสสะการะ อะหังเมสา ธุสะระณัง ปัจจะพุทธา นะมามิหัง นะโมยะมะสิตะวายะ อะหังระอะ สาธุ ติการัง มุนิเทวา มะหามุนีเทวา วันทะนานัง สัพพะกัมมัง ประสิทธิเม โอมนะโมนะมัสการะ อะหังเมธานัง สาธุ สะระณัง ปัจจะพุทธา นะมามิหัง นะโม ยะ มะสิตะวายะ อะหังระอะ ติการะรังตะรัง อิศะวะรัง อุมา นารายะนัง พรหมมะธาดา มะหาวิยัง เนาวะ สัพพะเทวานัง ธุสาสะนัมโลเก ตรียัม พะยัม ชัยยะมังคะละ สาธุสะ ประสิทธิเม

โอม อิมัสมิง สักการะ วันทะนัง มุนิพรหมมานัง ปูชิตตาวา มะหาลาโภ สุขขะ พะลัง ปูชายะ ภะวัตุเม โอม นะโม นะมัสการะ อะหังเมธานัง สาธุ สะระนัง ปัจจะพุทธา นะมามิหัง นะโมยะ มะสิตะวายะ อะหังระอะ สาธุติการะรันตะรัง มุนิเทวา
วันทะทานัง สัพพะกัมมัง ประสิทธิเม โอม อิมัง วันทานัง สันติโลเก อิมัสมิง มุนิมะนุสสานัง ปูชา อาราธะนานัง สัพพะกัมมัง ประสิทธิเม มะหาลาโภ มามะ มามัง ประสิทธิ สิทธิ ประสิทธิเม จงมาประสิทธิเม จงมาประสิทธิ



หนังสืออ้างอิง...ตำนานพระฤษีของ อ.ว จีนประดิษฐ์
ขอขอบคุณข้อมูลจากคุณกุหลาบขาว

 
วันที่ 18 กรกฎาคม 2558
มีผู้เข้าชม 1176 ครั้ง
[ดูบทความทั้งหมด]
 

หน้าแรก  |  รายการพระเด่นร้านค้า  |  รายการพระเครื่อง  |  ร้านพระเครื่อง  |  ติดต่อโฆษณา

Copyright 2013 - 2019  ©  www.spirit-pra.com
เบอร์โทรศัพท์. 086-3962846    E-mail: spiritpra.wm@gmail.com