สปีริตพระดอทคอม
ประวัติ หลวงพ่อบรรณ พุทธสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดอุปนันทาราม อ.เมือง จ.ระนอง
ประวัติ หลวงพ่อบรรณ พุทธสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดอุปนันทาราม อ.เมือง จ.ระนอง
หลวงพ่อบรรณ พุทธสโร หรือ 'พระครูศีลพงษ์คณารักษ์' เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดอุปนันทาราม หรือวัดด่าน อ.เมือง จ.ระนอง และเป็นเจ้าคณะจังหวัดระนองรูปแรก


วัดอุปนันทาราม เป็นวัดราษฎร์ อยู่ในเขตเทศบาลเมืองระนอง เลขที่ ๑๔๔ ถนนท่าเมือง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับที่เอกชน, ถนนท่าเมือง
ทิศใต้ ติดต่อกับที่เอกชน(เดิมเป็นเขตประทานบัตรเหมืองแร่)
ทิศตวันออก ติดต่อกับถนนท่าเมือง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับถนนเฉลิมพระเกียรติ
สภาพแวดล้อม ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองระนองห่างจากสำนักงานเทศบาลประมาณ ๘๕๐ เมตร อยู่ท่ามกลางชุมชนขนาดใหญ่บริเวณวัดมีกำแพงล้อมรอบทุกด้าน ภายในวัดแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส สังฆาวาส และเขตสาธารณสงเคราะห์ โดยเขตพุทธาวาสตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางวัด ล้อมด้วยเขตสังฆาวาสเป็นรูปตัวยูU บริเวณที่ราบด้านล่างเป็นเขตสาธารณสงเคราะห์ พื้นที่ทั้งสองส่วนมีถนนลาดยางและบันไดสำหรับเดินเท้าเชื่อมต่อถึงกันโดยรอบ

ประวัติ
"วัดอุปนันทาราม" เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในระนองที่มีอายุการก่อสร้างวัดตั้งแ ต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ถือได้ว่าเป็นวัดแรกๆของเมืองระนองในสมัยนั้นโดยมีนายบ่าเซ่ง เศรษฐีไทยเชื่อสายพม่าได้ชักชวนพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย ชาวจีน และชาวพม่า ร่วมกันก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ เพราะในสมัยนั้นการทำบุญซักครั้งหนึ่งทำได้ยากยิ่ง เพราะว่าเมืองระนองมีเพียงวัดสุวรรณคีรีอารามหรือวัดหน้าเมือง (ภายหลังได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จประภาสหัวเมืองมลายูว่า วัดสุวรรณคีรีวิหาร) จึงได้เริ่มหาสถานที่สร้างวัด โดยกำหนดเอาเนินสูงที่สุดในบริเวณนั้นเป็นที่สร้าง คำว่า อุปนันทาราม มาจากคำภาษาบาลี คือ อุป หมายถึง ที่ใกล้, เข้าไปใกล้, มั่น. นันท หมายถึง ยินดี, เพลิดเพลิน, รื่นเริง, บันเทิง, พอใจ, งดงาม. และ อาราม หมายถึง ความยินดี, ความพอใจ, สวน, อาราม, วัด. เมื่อนำมารวมกันอุปนันทารามจึงมีความหมายว่า "พระอารามที่มีความงดงามมั่นคงเป็นที่น่าพอใจ" เพราะสภาพที่ตั้งของวัดที่ตรงกลางเป็นเนินเขาเล็กๆล้อมรอบด้วยพื้นที่ราบที่เป็นสวนธรรมชาติล้อมรอบด้วยย่านชุมชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการประมง เหมืองแร่ และค้าขายเป็นต้น

วัดอุปนันทาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างง่ายๆอีกชื่อหนึ่งคือ "วัดด่าน" เพราะตั้งบริเวณบ้านท่าด่านเป็นพื้นที่ที่อยู่สุดเขตแดนติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า ซึ่งในอดีตมีลักษณะเป็นท่าด่านปากคลองสำหรับเรือสัญจรที่จะเข้าสู่เมืองระนอง ทั้งเรือโดยสาร เรือขุดแร่ หรือเรือประมง เพราะในสมัยนั้นการสัญจรทางน้ำถือว่าสะดวกที่สุด

การสร้างวัดในระยะแรกนั้นได้สร้างเป็นเรือนไม้ทรงปั้นหยาตามแบบศิลปะของภาคใต้ และได้อาราธนานิมนต์หลวงพ่อบรรณ พุทฺธสโร (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ เจ้าอาวาสรูปแรก) ซึงเป็นพระธุดงค์มาจากจังหวัดไชยา(อำเภอไชยา สุราษฎร์ธานี)ให้ช่วยอยู่จำพรรษา ด้วยความเมตตาหลวงพ่อจึงรับนิมนต์และอยู่จนได้ก่อร่างสร้างวัดบูรณะพัฒนาวัดมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๒ เส้น ๒ วา ยาว ๒ เส้น ๗ วา ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ และ พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ วัดอุปนันทารามได้จัดระเบียบบริเวณวัดให้มีความสะอาด ร่มรื่น สวยงาม มีอาคารเสนาสนะที่มั่นคงเป็นระเบียบ จัดการปกครองพระภิกษุและสามเณรอย่างมีระเบียบ มีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และเอื้อประโยชน์แก่ชุมชนจึงได้รับคัดเลือกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่นประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๑

ความสำคัญ
เป็นวัดในจังหวัดระนองที่ถวายผงธูปบูชาพระพุทธรูปคานสมอ สมัยเจ้าอ้ายยี่เพื่อเป็นมวลสารแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสร้างพระพุทธนวราชบพิตรและพระสมเด็จจิตรลดา
เป็นที่พำนักของเจ้าคณะจังหวัดระนอง ๔ รูป คือ พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (บรรณ พุทฺธสโร)จจ.ระนองรูปแรก พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (ผุด สุทธางกูร) จจ.ระนองรูปที่ ๒ พระระณังควินัยมุนีวงศ์ (พลอย ธมฺมโชโต) จจ.ระนองรูปที่ ๓ และพระระณังควินัยมุนี (บุญให้ สีลวฑฺฒโน) จจ.ระนองรูปที่ ๔
เป็นที่บรรพชาของสามเณรปั่น เสน่ห์เจริญ ภายหลังเป็นพระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทะ) ท่านมักปรารภเสมอเมื่อมาระนองว่า "ที่นี่เป็นที่เกิดของฉัน ถ้าไม่มีวัดนี้ป่านนี้ชีวิตฉันไม่รู้จะเป็นอย่างไร"

วัดอุปนันทารามกับการศึกษา
วัดอุปนันทารามได้จัดสอนหนังสือให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่แรกเริ่มโดยอาศัยศาลาเล็กๆภายในวัดกับผู้สนใจไม่กี่คนโดยแรกเริ่มทำการสอนโดยหลวงพ่อบรรณเอง ต่อมาเมื่อคนเริ่มมาเรียนหนังสือเพิ่มมากขึ้นได้ขยายออกเป็นโรงเรียนประชาบาลโดยมีครูผู้สอนทั้งฆราวาสและพระภิกษุสามเณร สำหรับพระภิกษุสามเณรที่เคยสอนนั้น เช่น ๑. สามเณรปั่น เสน่ห์เจริญ (พระพรหมมังคลาจารย์ ปัญญานันทะภิกขุหรือหลวงพ่อปัญญา) ๒. พระสงัด ๓. พระบุญเสริม ๔. พระสุพาสน์ เมื่อเริ่มมีนักเรียนมาเรียนมากขึ้นจึงตั้งโรงเรียนในที่ของวัดและโอนไปสังกัดกับเทศบาลเมืองระนอง ปัจจุบันมีชื่อว่า โรงเรียนเทศบาลวัดอุปนันทาราม

ส่วนในส่วนของการศึกษาปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรเองนั้นวัดได้เป็นสำนักศาสนศึกษามีการเรียนการสอน นักธรรม - บาลี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และมีการสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณรที่สนใจใฝ่รู้อยู่ตลอด

การบริหารและการปกครอง
วัดอุปนันทาราม จัดการปกครองภายในวัด โดยมีกติกาของวัด กำหนดให้พระภิกษุสามเณรปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้หมู่คณะของพระสงฆ์อยู่กันอย่างเรียบร้อยเป็นที่น่าเลื่อมใส และเพื่อความเรียบร้อยของการบริหารและการปกครองโดยคำนึงถึงความคล่องตัว รวดเร็ว จึงได้แต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสไว้ช่วยงาน ๔ ด้าน คือ ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านสาธารณูปการ และด้านการเผยแผ่ พร้อมทั้งเลขานุการเจ้าอาวาส เพื่อดำเนินนโยบายตามอำนาจและหน้าที่ของเจ้าอาวาส


เจ้าอาวาสตั้งแต่แรกสร้างวัดจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้

พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (บรรณ พุทฺธสโ ร) (พ.ศ. ๒๔๓๖ - พ.ศ. ๒๔๖๓) เจ้าอาวาสรูปแรก , เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปแรก
พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (ผุด สุทธางกูร) (พ.ศ. ๒๔๖๓ - พ.ศ. ๒๔๗๒) เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปที่ ๒ ภายหลังได้ลาสิกขากลับไปรับราชการเป็นศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต
พระระณังควินัยมุนีวงศ์ (พลอย ธมฺมโชโต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต) (พ.ศ. ๒๔๗๒-พ.ศ. ๒๕๑๗) เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปที่ ๓ พระราชาคณะรูปแรกของระนอง และเป็นพระราชาคณะชั้นราชรูปแรกของระนองด้วย (ในราชทินนามเดิม) หลวงพ่อเจ้าคุณเป็นผู้ชักชวนนายปั่น เสน่ห์เจริญมาช่วยสอนหนังสือ และเป็นอุปัชฌาย์จารย์ของสามเณรปั่น เสน่ห์เจริญ (พระพรหมมังคลาจารย์ ปัญญานันทะภิกขุ)
พระระณังควินัยมุนี (เรวัต (บุญให้) สีลวฑฺฒโน อรุณวิมล) (พ.ศ. ๒๕๑๗-พ.ศ. ๒๕๓๕) เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปที่ ๔
พระครูอุปนันทโสภณ (โสภณ โสภโณ ชุ่มชื่น) (พ.ศ. ๒๕๓๖ - ปัจจุบัน) เจ้าคณะอำเภอเมืองระนอง
พระครูวิมลกิจจาภรณ์ (กิตติภัทร กิตฺติภทฺโท) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฝ่ายปกครอง
พระครูปลัดกิตติศักดิ์ อติเมโธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฝายการศาสนศึกษา , เลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองระนอง
เสนาสนะ


ภายในวัดอุปนันทารามมีเสนาสนะต่างๆเช่น

พระอุโบสถ กว้าง ๙.๓๐ เมตร ยาว ๑๖.๘๐ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๐ มีลักษณะเป็นศิลปะผสม คือตัวอาคารเป็นทรงสเปนซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น หน้าต่างไม้สักและประตูสลักลายไทย ส่วนกรอบประตูและหน้าต่างเป็นลวดลายดอกไม้จีน พระอุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะเมื่อประมาณพ.ศ. ๒๕๑๘ ในครั้งนั้นหลังจากบูรณะส่วนหลังคาเสร็จเรียบร้อยช่างมิได้นำช่อฟ้าใบระกาใส่คืนอย่างเก่าจึงดูแปลกและสวยงามไปอีกแบบ
เจดีย์ทรงพม่า สร้างโดยมหาอำมาตย์ตรีพระยาประดิพัทรภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) พระสหายในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ เจดีย์องค์นี้เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและพม่าคือส่วนฐานจะเป็นศิลปะแบบพม่า แต่ส่วนยอดเป็นศิลปะไทย ภายในได้บรรจุพระพุทธรูปปางลีลา (พระเครื่องสมัย ๒๕ พุทธศตวรรษ) เจดีย์นี้ตั้งอยู่หลังพระอุโบสถภายในเขตพัทธสีมา เป็นเจดีย์สีขาวดูเด่นเป็นสง่าทีเดียว
ศาลาการเปรียญ เป็นลักษณะทรงไทยโบราณ หลังคาทรงปั้นหยา มีหน้ามุข ๔ ด้าน กว้าง ๑๑.๕๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๐ เดิมทีเป็นศาลาโล่งๆมิได้กั้นผนังอะไร ใช้เป็นที่สอนหนังสือให้แก่พระภิกษุสามเณร รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเรียนหนังสือ

กล่าวถึงหลวงพ่อบรรณ พุทธสโร หรือ 'พระครูศีลพงษ์คณารักษ์' เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดอุปนันทาราม หรือวัดด่าน อ.เมือง จ.ระนอง และเป็นเจ้าคณะจังหวัดระนองรูปแรกด้วย

หลวงพ่อบรรณ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่มีชีวิตร่วมสมัยเดียวกับหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง จ.ภูเก็ตตามประวัติทราบแต่เพียงว่าหลวงพ่อบรรณได้อุปสมบทในช่วงปี พ.ศ.2418 เดิมเป็นชาวเมืองไชยา (ปัจจุบันคือ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี)เมื่อบวชได้ประมาณ 10 พรรษา ท่านได้ออกจาริกธุดงค์จากเมืองไชยา ผ่านเมืองหลังสวน (ปัจจุบันคือ อ.หลังสวน จ.ชุมพร) เข้าสู่เมืองระนอง โดยได้ปักกลดอยู่ในป่าช้าของหมู่บ้านท่าด่าน ชาวบ้านในสมัยนั้นได้นำของไปถวายและสนทนาธรรม คนเฒ่าคนแก่สมัยนั้นเห็นว่าหลวงพ่อบรรณเป็นพระเก่งกล้า มีความรู้เรื่องเวทมนตร์และอาคมดี จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา แล้วจึงได้นิมนต์ให้อยู่สร้างวัดด่าน ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นป่าช้าและสำนักสงฆ์ จนแล้วเสร็จและได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการศาสนา เมื่อปี พ.ศ.2436 จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดด่าน และเป็นเจ้าคณะจังหวัดรูปแรกของจังหวัดระนองด้วยจนถึงปี พ.ศ.2463 หลวงพ่อบรรณได้มรณภาพ สิริอายุ 79 ปี ทั้งนี้ ก่อนมรณภาพมีผู้เล่าว่าขณะที่หลวงพ่อบรรณได้นั่งบนหลังช้างเพื่อพาพระใบฎีกาพลอย ธัมมโชโต (ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดระนองรูปที่ 3) ไปเทศนาให้กับญาติโยมที่วัดหาดส้มแป้น ต.หาดส้มแป้น อ.เมือง จ.ระนอง แต่ในระหว่างเดินทางหลวงพ่อบรรณได้เกิดเป็นลม แล้วมรณภาพบนหลังช้างอย่างสงบ สำหรับความอภินิหารและวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อบรรณมีอยู่หลายครั้ง เช่น เคยมีคนเข้าไปขโมยมะพร้าวในสวนของวัดตอนกลางคืน ทำให้คนขโมยออกจากสวนมะพร้าวไม่ได้เดินวนเวียนหาบมะพร้าวจนรุ่งสาง หลวงพ่อบรรณไปพบเข้าท่านจึงพูดขึ้นเป็นสำเนียงภาษาใต้ว่า "มึงวางต้า" หมายถึงให้วางลง คนที่ขโมยมะพร้าวเมื่อได้ยินก็วางหาบมะพร้าวลงแล้วเดินออกจากสวนมะพร้าวของวัดไปได้

อีกเรื่อง คือเกิดไฟไหม้ชุมชนตลาดเก่า เมื่อหลวงพ่อบรรณทราบข่าวว่าไฟไหม้บ้านของชาวบ้าน จึงรีบเดินทางไปที่เพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ เมื่อไปถึงหลวงพ่อบรรณได้กำทรายขึ้นมาเสกแล้วเป่าวิทยาคม พร้อมด้วยการหว่านทราย ทำให้ไฟที่กำลังไหม้ดับมอดลงทันตาเห็น ไม่ลุกลามไปบ้านหลังอื่น

หลวงพ่อบรรณ ถือเป็นพระเถระคู่เมืองของชาวระนองมายาวนาน วัดด่านได้สร้างรูปเหมือนไว้ในศาลาหลวงพ่อบรรณ ซึ่งมีผู้คนไปกราบไหว้บูชา บนบานขอสิ่งต่างๆ ทุกวันมิได้ขาดสาย เช่น คนที่มีบุตรยากไปอธิษฐานก็จะสมหวัง บางคนอธิษฐานขอเรื่องการเรียน การสอบเข้าทำงาน ให้หายเจ็บไข้ไม่สบาย หรือการเดินทางให้แคล้วคลาด หรือแม้กระทั่งของหาย เมื่ออธิษฐานก็ยังได้กลับคืน นอกจากนี้ มีเรื่องเล่าขานเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน มีไต้ก๋งเรือประมงคนหนึ่งห้อยเหรียญหลวงพ่อบรรณติดตัว ถูกคลื่นซัดจนเรือล่ม ต้องลอยคออยู่ในทะเลอันดามัน มีปลาฉลามว่ายน้ำจะเข้ามางับ จึงได้บนบานถึงหลวงพ่อบรรณ ปรากฏว่าปลาฉลามได้แต่ว่ายน้ำวนเวียนโดยรอบไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ ในที่สุดมีเรือประมงเข้ามาพบช่วยเหลือไว้ได้จนปลอดภัย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวเรือประมงจำนวนมากเลื่อมใสศรัทธาเช่าเหรียญหลวงพ่อบรรณรุ่นต่างๆ ไปบูชาจำนวนมาก และเมื่อได้ในสิ่งที่ขอแล้ว จะต้องแก้บนด้วยหมากพลูตำ บุหรี่มวนใหญ่ ยาเส้นใบตอง ข้าว แกงเผ็ดเนื้อ น้ำพริกกะปิเผา เป็นต้น พร้อมคำบูชา "พุทธัง อาราธนานัง ธัมมัง อาราธนานัง สังฆัง อาราธนานัง พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ มังรักขะ ตุมหาลาภา วันตุเม" นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือที่ตั้งของวัดด่านซึ่งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ซึ่งใต้แผ่นดินบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งแร่ดีบุกจำนวนมาก ถึงขนาดที่ผู้สัมปทานเหมืองแร่ในสมัยนั้นเสนอให้หลวงพ่อบรรณย้ายวัด แล้วจะสร้างวัดให้ใหม่ แต่หลวงพ่อบรรณไม่ยอมย้าย เรือขุดแร่พยายามขุดหาแร่เข้าไปบริเวณวัดแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เมื่อเรือขุดแร่เข้าใกล้เขตวัด เครื่อง ยนต์จะดับโดยไม่ทราบสาเหตุทุกครั้ง จนในที่สุดก็ต้องถอยกลับไปเอง ทำให้วัดด่านอยู่ที่เดิมคู่เมืองระนองมาจนตราบถึงทุกวันนี้

 
วันที่ 30 พฤษภาคม 2559
มีผู้เข้าชม 1778 ครั้ง
[ดูบทความทั้งหมด]
 

หน้าแรก  |  รายการพระเด่นร้านค้า  |  รายการพระเครื่อง  |  ร้านพระเครื่อง  |  ติดต่อโฆษณา

Copyright 2013 - 2019  ©  www.spirit-pra.com
เบอร์โทรศัพท์. 086-3962846    E-mail: spiritpra.wm@gmail.com