สปีริตพระดอทคอม
ครูบาขันแก้ว วัดป่ายาง(สันพระเจ้าแดง) จ.ลำพูน ตอน ยันต์ดาบสหรีกัญชัย (ตอนที่2)
ครูบาขันแก้ว วัดป่ายาง(สันพระเจ้าแดง) จ.ลำพูน ตอน ยันต์ดาบสหรีกัญชัย (ตอนที่2)

วิชาโหราศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่เกี่ยวกับการพยากรณ์ดวงชะตาชีวิตของสรรพสิ่งต่างๆในโลกใบนี้

กล่าวกันว่าวิชาโหราศาสตร์มีหลักการคล้ายๆกับวิทยาศาสตร์ในแง่ของการเก็บรวบรวมสถิติ เพื่อประมวลผล ดังนั้นความเป็นไปได้ของคำพยากรณ์จึงค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือ 

วิชาโหราศาสตร์มีมากมายหลายแขนง บ้างดูโดยใช้วัน เดือน ปีเกิด บ้างก็ใช้การจับยามเวลา ฯลฯ แต่สุดท้ายของทุกแขนงต่างมีเป้าหมายอันเดียวกันคือการค้นหาคำพยากรณ์ออกมาเพื่อตอบปัญหาบางปัญหาที่เราไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเอง .. 

การดูลายฝ่ามือและลายฝ่าเท้าถือเป็นแขนงหนึ่งของวิชาโหราศาสตร์ ..... 

”ว่ากันว่าลายฝ่ามือและลายฝ่าเท้าของคนเรานั้นบ่งบอกถึงความเป็นมา ผลกรรมต่างๆ ทั้งจากอดีตชาติและปัจจุบันชาติ” 

จากภาพลายฝ่ามือและลายฝ่าเท้าของหลวงปู่ครูบาขันแก้ว ที่คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโกได้ถ่ายเอาไว้ ได้ถูกนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านลายมือหลายท่านได้ตรวจดู ซึ่งได้รับการยืนยันว่า... 

“ลายฝ่ามือและลายฝ่าเท้านี้ มีวาสนาสูงทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เป็นเส้นลายมือลายเท้าที่คนธรรมดาสามัญไม่มีเส้นเหล่านี้...”



(ลายฝ่ามือของหลวงปู่ครูบาขันแก้ว อุตตโม)


อธิบายความได้ว่า.... 

”เป็นลายฝ่ามือที่มีอำนาจ มีเส้นจิตตานุภาพ สามารถส่งกระแสแผ่ออกไปได้ไกล ส่วนเส้นลายดอกพิกุลและเส้นปล้องข้อนิ้วนั้น บ่งบอกถึงวาสนาในอดีตชาติและในปัจจุบันชาติ 

ถ้าอยู่ในเพศฆราวาส อดีตชาติจะต้องเป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง หรือเป็นผู้ที่มีอำนาจในแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ แต่ในปัจจุบันชาติก็จะเป็นข้าราชการที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน มีเส้นบารมีธรรมสั่งสมไว้อย่างแก่กล้า  

ถ้าอยู่ในเพศบรรพชิต เป็นพระภิกษุสงฆ์ จะได้บรรลุทั้งวิชชาและวิมุตติในพระพุทธศาสนา ลายมืออย่างนี้มีแต่ผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์เท่านั้น....”

 

“หลวงปู่ท่านเป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ก็คงด้วยท่านมีวาสนาบารมีที่สูงส่งสะสมมาจากอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ วัตถุมงคลของท่านถึงมีความขลังและมีความศักดิ์สิทธิ์ ขอเพียงแต่ให้ผ่านมือท่านเถอะ” 

ครับ...ตลอดชีวิตของหลวงปู่ครูบาขันแก้ว ท่านได้สร้างวัตถุมงคลออกมามีทั้งเป็นแบบเหรียญ รูปหล่อ พระเนื้อผง ตะกรุด ฯลฯ โดยเฉพาะในส่วนของตะกรุด หลวงปู่ท่านได้สร้างออกมาหลายแบบแต่ค่อนข้างน้อยชิ้น ส่วนมากแล้วท่านจะลงมือจารตะกรุดด้วยตัวของท่านเอง

 

พระอาจารย์ชนินทร์ ชนินโท เล่าให้พวกเราฟังว่า หลวงปู่ครูบาขันแก้วท่านเป็นพระที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์พวกนี้ เพราะเรื่องของการลงตะกรุดจนบังเกิดความขลังสามารถคุ้มครองป้องกันภัยได้ ต้องมีเคล็ดลับและวิธีการลง แต่ว่าเคล็ดลับจะเป็นอย่างไรและลงกันในแบบไหน หากเพื่อนๆท่านใดอยากรู้คงต้องสอบถามเอาจากพระอาจารย์ชนินทร์ได้โดยตรงเลยครับ 

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าตะกรุดที่มีชื่อเสียงที่สุดของครูบาขันแก้วคือ “ตะกรุดสหรีกัญชัย”  

ตะกรุดสหรีกัญชัย ลงด้วย “ยันต์ดาบสหรีกัญชัย”

 

หนานบุญ เมืองงาช้างดำ ได้พบข้อความจารึกในตำราโบราณกล่าวไว้ว่า ใครก็ตามที่ได้ถือเอาคุณแห่ง “พระยันต์ดาบสรีกัญชัยหรือยันต์มีดดาบสหรีกัญชัย” 

“จักสมดั่งกำมักอยู่เย็นเป็นสุข จ๊ะนะผาบแป๊ฝูงผีสางมารแมนทั้งหลาย มีไจยจ๊ะนะต่อข้าศึกสัตถู มีป๋าระมีอำนาจวาสนามากมูลตุ่นเต้านักแล”

(ใครก็ตามถ้าได้เคารพบูชาในยันต์ดาบสรีกัญไชย ก็จะประสพตามความปรารถนาทุกประการ จะอยู่เย็นเป็นสุข มีชัยชนะต่อข้าศึกศัตรู ผีร้ายทุกประการ มีบารมี อำนาจวาสนาสูงส่ง มากนักแล) 

สำหรับประวัติของ “ดาบสรีกัญชัย” นั้นมีบันทึกไว้ในตำนานของพระพุทธศาสนาที่เราเรียกว่า “ชาดก” ว่าเป็น “อาวุธของพระโพธิ์สัตว์”

ชาดก หมายถึง เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต โดยเฉพาะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้บำเพ็ญบารมีในชาติต่าง ๆ ก่อนที่จะเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ชาดกจัดแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ "นิบาตชาดก" และ "พาหิรชาดก" 

นิบาตชาดก หมายถึงชาดกที่เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก มีทั้งหมด ๕๔๗ เรื่องและหากชาดกเรื่องใดไม่ตรงกับเรื่องในพระไตรปิฏก เราก็จะเรียกเรื่องนั้นว่าเป็น “ชากดกนอกนิบาต” หรือ “พาหิรชาดก” นั่นเอง

 

หลังจากที่อาณาจักรล้านนาได้นำเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นศาสนาประจำราชอาณาจักรแล้ว ได้มีการเขียนจารึกประวัติศาสตร์ไว้มากมายซึ่งโดยส่วนมากแล้วมักจะมีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางของความคิดและมีเป้าหมายในการเขียนเพื่อเป็นการทำบุญ เป็นการสร้างกุศลเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา

การนำเสนอจึงมัก”เริ่มต้นที่ประวัติของพระพุทธศาสนาจนจบ”แล้วค่อยๆเริ่มกล่าวถึง”ประวัติความเป็นมาของบ้านเมือง” 

ในชาดกนอกนิบาตของล้านนาจะเป็นเรื่องราวของพระโพธิ์สัตว์ ในบริบทต่างๆ เช่น อาจเกิดมามีร่างกายที่ไม่สมประกอบโดยมีแต่หัวอย่างแตงโมในเรื่องชมพูหมากเต้า หรืออาจมีผิวกายดำอย่างในเรื่องก่ำกาดำ หรือเกิดมาเป็นสัตว์ เช่น เป็นกิ้งก่า ซึ่งตอนหลังได้ลอกคราบเป็นหนุ่มรูปงามในเรื่องสุวัณณะจักก่าขางฅำ

 

(ตะกรุดของหลวงปู่ครูบาขันแก้ว อุตตโม) 

ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ อุดม เรืองศรี ได้เขียนบทความเชิงวิชาการไว้ว่า

“เมื่อดูจากลักษณะร่วมของชาดกเรื่องต่าง ๆ ของล้านนาแล้ว อาจสรุปลักษณะรวมของเรื่องที่ปรากฏได้ดังนี้” 

ซึ่งจากลักษณะรวม ๑๔ ข้อ มีอยู่ข้อหนึ่งที่ได้กล่าวถึงอาวุธของพระโพธิ์สัตว์ไว้ว่า... 

“ของวิเศษที่เสริมอำนาจของพระโพธิสัตว์ ของดังกล่าวอาจเป็น "ดาบสรีกัญชัย" หรือพระแสงขรรค์ชัยศรี "เกิบตีนทิพ" คือรองเท้าวิเศษสวมแล้วเหาะได้ ไม้เท้าวิเศษที่ใช้ฆ่าหรือชุบชีวิตได้ "ธนูสิงห์" คือธนูวิเศษ "แก้วมณีโชติ" หรือแก้ววิเศษ เครื่องใช้วิเศษ เช่น แหหรือเหล็กไนปั่นฝ้าย

และในบางเรื่อง เพียงอีกฝ่ายหนึ่งเห็นลายฝ่ามือฝ่าเท้าที่เป็นรูปกงจักร ก็ยอมรับว่าเป็นผู้มีบุญสมภาร แล้วช่วยในกิจการต่าง ๆ แม้กระทั่งยกลูกสาวให้อย่างในเรื่อง หงส์ผาฅำ หรือ หงส์หิน เป็นต้น…” 

ในขณะที่”ตำนานฝ่ายเมือง” เป็นการกล่าวถึงความเป็นมาและให้รายละเอียดความสำคัญของบ้านเมือง เช่นตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานพื้นเมืองน่าน (คำว่าพื้นมักนิยมใช้กับตำนานฝ่ายเมืองมากกว่าฝ่ายศาสนา)

การให้ความสำคัญนั้นส่วนมากแล้วจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์หรือราชวงศ์โดยถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็น”แก่นของเรื่อง” เลยทีเดียว อย่างในส่วนของตำนานวีรบุรุษ เช่น ตำนานพญาเจือง ตำนานพญางำเมือง ตำนานพญาผาเมือง ฯลฯ ซึ่งตำนานดังกล่าว มักจะเน้นไปที่ผู้นำเพียงคนเดียวและเป็นบุคคลสำคัญของท้องถิ่น


(มณฑปวัดศรีชุม สุโขทัย สถานที่ค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๒ บันทึกประวัติพ่อขุนผาเมือง) 

เรื่องราวของ “พระแสงขรรค์ชัยศรี” ก็มีการกล่าวไว้ชัดเจนเช่นกันว่าเป็นอาวุธคู่พระกายของ “พญาผาเมืองหรือพ่อขุนผาเมือง” ใจความว่าไว้ดังนี้ครับ... 

ย้อนกลับเข้าไปในอดีตครับ สมัยขอมเรืองอำนาจประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (พ.ศ. ๑๗๒๔ - ๑๗๖๑) กษัตริย์เขมรผู้ยิ่งใหญ่และมีกฤษดาภินิหารมากมายซึ่งมีชื่อว่า "ชัยวรมันที่ ๗" ได้ยกทัพกรีฑาเข้ามายึดเมืองต่าง ๆ แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเอาไว้ได้หมด…  

แต่ในช่วงปลายรัชกาลของชัยวรมันที่ ๗ นั้น เขมรอ่อนอำนาจลง.. 

ชาวไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งนำโดย "พ่อขุนศรีนาวนำถม" ซึ่งเป็นขุนศึกผู้กล้าของ "เจ้าสามหลวงฟ้า" อนุชาของเจ้าคำฟ้าผู้ครองอาณาจักรไทยเมา ได้ติดตามเจ้าสามหลวงฟ้าคุมทัพลงมาทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยไพร่พลประมาณ สองหมื่นคน ตีเมืองต่าง ๆ แถบนี้ไว้ได้ประมาณ ๒๐ เมือง ไม่ว่าจะเป็นแก่งหลวงและอโยธยา จากนั้นเจ้าสามหลวงฟ้าจึงนำทัพกลับไปตีพม่ากับน่านเจ้า ก่อนที่จะบุกเข้าสู่อาหม ในปีพ.ศ.๑๗๖๘ 

หลังจากที่ตีเมืองทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยาได้แล้ว เจ้าสามหลวงฟ้าจึงได้มอบหมายหน้าที่ให้ขุนทัพคนสำคัญคือ "ขุนศรีนาวนำถม" และ "ขุนจอด" ขุนทหารอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นบิดาของ "พ่อขุนบางกลางหาว" เฝ้ารักษาหัวเมืองแถบนี้เอาไว้

 

(อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง) 

พ่อขุนศรีนาวนำถมนั้น มีโอรสอยู่สององค์ คือ "พระยาผาเมือง" ผู้ครองเมืองราด และ “พระยาคำแหงพระราม” ด้วยความยิ่งใหญ่ของสองพ่อลูกผู้ครองนครศรีสัชนาลัย จึงทำให้ "พระยาผาเมือง" ได้อภิเษกสมรสกับ "นางสิงขรมหาเทวี" พระราชธิดาของเจ้าเมืองศรีโสธรปุระ ผู้ครองอาณาจักรเขมรในยามนั้น 

เมื่อเป็นเขยขวัญของกษัตริย์เขมร ดังนั้น “พระยาผาเมืองหรือพ่อขุนผาเมือง” จึงได้รับอำนาจราชสิทธิ์เหมือนกษัตริย์เขมรทุกประการ นั่นก็คือได้รับพระราชทาน”พระขรรค์ไชยศรี”อันเป็น”พระแสงดาบอาญาสิทธิ์”จากกรุงศรีโสธรปุระซึ่งเป็นนครหลวง และที่สำคัญ ได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จากกษัตริย์เขมรในยามนั้นเป็น

"กมรเตงอัญศรีบดินทราทิตย์"  

ใช่แล้วครับ “พระขรรค์ไชยศรี คือพระแสงดาบอาญาสิทธิ์คู่บารมีของ พ่อขุนผาเมือง” 

จากเรื่องราวของ”ดาบสหรีกัญชัยและพระขรรค์ชัยศรี” เราจะพบว่าทั้งดาบสหรีกัญชัยและพระขรรค์ชัยศรี ต่างก็เป็น”สัญลักษณ์เชิงอำนาจ” เป็นการกำหนดอาณาเขต การแบ่งอำนาจการปกครอง  

ย้อนไปในสมัยโบราณหากพระมหากษัตริย์พระองค์ใดประสงค์จะแต่งตั้งใครไปครองเมืองต่างถิ่น มักจะมอบดาบอาญาสิทธิ์เป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนพระองค์ออกไปปกครอง

พูดง่ายๆคือใครมีดาบอาญาสิทธิ์คนนั้นถือเป็นเจ้าคน..

ดังนั้นในการจะให้ร้ายแก่ผู้ใดเพียงแต่บอกว่าคนๆนั้นมีดาบหรือพระขรรค์ศักดิ์สิทธิ์อันนี้และไม่ยอมส่งมอบแก่ทางการ ก็สามารถที่จะอ้างเหตุเข้าจับกุมได้ทันที

 

สมัยที่ท่านครูบาศรีวิชัยยังมีชีวิตอยู่ ด้วยความที่ท่านเป็นพระดี เป็นที่เคารพนับถือของผู้คน แน่นอนครับมารไม่มีบารมีไม่เกิด เพราะช่วงนั้นเริ่มมีการใช้กฎหมายสงฆ์เข้ามาควบคุมดูแล ความเด่นดังของท่านมีมากมายกว่าคณะสงฆ์ผู้ปกครองนัก กระบวนการในการกำจัดท่านจึงมีมากมายหลายช่องทาง หนึ่งในหลายๆข้อหาก็มีเรื่องนี้ด้วยครับ 

“เป็นผู้วิเศษเดินตากฝนไม่เปียกและได้รับดาบสรีกัญไชย(พระขรรค์ชัยศรี)จากพระอินทร์” 

ครับข้อกล่าวหาว่ามีดาบวิเศษด้ามทองคำจากพระอินทร์(ดาบสหรีกัญชัย) แล้วไม่ยอมนำมาถวายให้พระมหากษัตริย์

 

(พระยันต์ดาบสหรีกัญชัย บนใบดาบ) 

อย่างที่เคยบอกไปในตอนที่แล้วครับว่า “พระยันต์ดาบสหรีกัญชัย” มีความเป็นมาค่อนข้างพิสดาร ต้องโยงใยเข้าไปในส่วนของเรื่องวาสนาบารมี การระลึกได้ในอดีตชาติ ความผูกพันของพันธะสัญญาต่างมิติและกาลเวลา ฯลฯ 

จากเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วย”โหราศาสตร์”ตรงที่ลายฝ่ามือ ลายฝ่าเท้าของหลวงปู่ครูบาขันแก้ว เพื่อหาคำตอบในปัญหาบางประการที่ไม่สามารถค้นหาด้วยวิธีการธรรมดา

พวกเราได้ก้าวข้ามมิติเวลาเข้าไปในเรื่องของ”ชาดกนอกนิบาต”ซึ่งเป็นบันทึกถึงเรื่องราวความเป็นมาในเรื่องพระพุทธศาสนาของท้องถิ่น

ก่อนที่จะนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับเข้าไปใน “ตำนานวีรบุรุษ”สมัยของพ่อขุนผาเมือง แวะพักสถานีเพื่อดู”ความจริงที่ปรากฏ” จากการสอบสวนอธิกรณ์ ครั้งที่สองของท่านครูบาศรีวิชัย ว่าในที่สุดแล้ว...ทุกเรื่องที่ท่านถูกกล่าวหาเป็นเพียงเรื่องของบ้านเมืองที่ต้องการครอบงำสงฆ์.. 

เชื่อหรือยังครับว่าเรื่องนี้มันยาว แต่เรื่องยาวนี้สามารถอธิบายได้สั้นๆก็ได้ครับ.. 

“หลวงปู่ครูบาขันแก้ว อุตตโม คือพ่อขุนผาเมืองในอดีตชาติ” 

ซึ่งเรื่องแบบนี้อาจฟังดูไร้เหตุผล แต่ผมคิดว่าถ้าเราเป็นชาวพุทธและเชื่อในเรื่องของเวรกรรม เรื่องของชาตินี้ ชาติหน้า ใครทำ ใครได้.. 

เรื่องนี้จึง”มิใช่ความเชื่อแต่เป็นความจริง” 

โดยเฉพาะในเรื่องการได้มาถึงพระยันต์ดาบสหรีกัญชัย เชื่อมโยงไปยัง “ท่านครูบาศรีวิชัยและหลวงปู่ครูบาชุ่ม” สองนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ของชาวล้านนา...ผมว่าเพียงเท่านี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันในเรื่องที่เกิดขึ้นกับ “หลวงปู่ครูบาขันแก้ว” ได้เป็นอย่างดีครับ

 

ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวความเป็นมาของ “ยันต์ดาบสหลีกัญชัย” จากบันทึกของ “คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก” ในหนังสือ “อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูอุดมขันติธรรม(ครูบาขันแก้ว)” ซึ่งผมได้คัดลอกมาลงแบบเต็มสูบไม่ได้ตัดทอนเลยครับ 

ยันต์ดาบสหลีกัญชัย ที่หลวงปู่ขันแก้ว ได้ใช้ลงเป็นตะกรุดนั้น มีความเป็นมาดังนี้... 

ในสมัยที่หลวงปู่ศรีวิชัย(ครูบาศีลธรรม) ได้ไปเข้านิโรธสมาบัติที่ถ้ำเชียงดาว ซึ่งอยู่ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หลวงปู่ศรีวิชัยไปได้ตำรามาจากถ้ำเทวดา ซึ่งเป็นถ้ำเล็กๆ อยู่ภายในถ้ำเชียงดาวเป็นสูตรยันต์ที่ใช้ลง “มีดพระขรรค์ไชยศรีของพ่อขุนผาเมืองและลงดาบสหลีกัญชัย..” 

หลวงปู่ศรีวิชัยมิได้ “ตัวพระขรรค์ไชยศรีหรือดาบสหลีกัญชัย” มาแต่ได้”ตำรายันต์ที่ใช้ลงดาบหรือพระขรรค์”มา และก็ได้เกิดร่ำลือกันว่าท่านไปได้ดาบวิเศษสหลีกัญชัยมา ซึ่งเป็นของวิเศษคู่บ้านคู่เมืองและไม่ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายตามราชประเพณี จึงเป็นอีกข้อหาหนึ่งที่ทำให้หลวงปู่ศรีวิชัยถูกอธิกรณ์ฟ้องจากคณะสงฆ์ของ จ.ลำพูน 


ต่อมาท่านได้ให้ตำรายันต์นี้ไว้กับ”หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก” วัดวังมุย โดยที่หลวงปู่ศรีวิชัยและครูบาชุ่มก็มิได้สร้างทั้งตะกรุดและดาบสหลีกัญชัยไว้ 

เหตุที่ยันต์ดาบสหลีกัญชัยมาตกอยู่ที่ภาคเหนือ ก็เพราะพ่อขุนผาเมืองได้มอบตำราและพระเวทย์ที่ใช้กับพระขรรค์ไชยศรีให้ไว้กับพ่อขุนเม็งราย ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน จึงได้ตกมาอยู่ที่เมืองเหนือ จนถึงสมัยหลวงปู่ศรีวิชัยได้เดินธุดงค์ไปที่ถ้ำเชียงดาว ซึ่งใครเป็นผู้นำมาเก็บซ่อนก็ไม่อาจจะรู้ได้ 

และในภายหลังหลวงปู่ศรีวิชัย จึงได้มอบยันต์ที่ใช้ลงดาบสหลีกัญชัยและพระเวทย์ที่ใช้กำกับดาบสหลีกัญชัยไว้กับหลวงปู่ครูบาชุ่ม วัดวังมุยและหลวงปู่ครูบาชุ่มก็ได้มอบ “ตำรายันต์ลงดาบสหลีกัญชัยและพระเวทย์ที่เสกดาบ,ตำราทำตะกรุดลูกหนังควายเผือกตายในท้องแม่และตำราลงยันต์นากคอคำ ๓ ชุด” ให้กับหลวงปู่ขันแก้วสหายรักไว้ โดยบอกว่า

  

“เป็นหน้าที่ของเปิ้น(ของหลวงปู่ขันแก้ว) ที่จะต้องทำตะกรุดและดาบสหลีกัญชัยและมีดพระขรรค์สหลีกัญชัย” 

ในระยะปีแรก หลวงปู่ขันแก้วจะลงเฉพาะในแผ่นตะกรุดเท่านั้น ส่วนมีดดาบและพระขรรค์ ท่านได้ทำในภายหลังประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๓ โดยหลวงปู่ได้ถาม คุณสุทธิโชค คงอุไร บุตรชายของคุณพ่อว่า  

“มีดาบไหม” 

คุณสุทธิโชค ก็ตอบหลวงปู่ว่า 

“มีครับ หลวงปู่จะเอาไปทำไม” 

หลวงปู่ก็ตอบว่า 

“จะลงยันต์สหลีกัญชัยให้” 

คุณสุทธิโชค คงอุไร จงได้นำมีดดาบโบราณของท่านเจ้าคุณตา “พระยาสรชาติโยธี” มาให้ท่านลงที่บ้านสะพานเหลือง เมื่อคราวที่หลวงปู่ได้ลงมาโปรดสัตว์ โปรดธรรมที่กรุงเทพ และเป็นดาบสหลีกัญชัยเล่มแรกที่หลวงปู่ขันแก้วได้ลงยันต์ไว้ให้

 

(ดาบสหรีกัญชัย เล่มที่หลวงปู่ครูบาขันแก้ว เมตตาลงพระยันต์ไว้ให้) 

จากนั้นคุณหมอสมสุข คงอุไร ก็ได้ถวายหลวงปู่ขันแก้วอีก ๑ เล่ม จึงเป็นดาบสหลีกัญชัยเล่มที่ ๒ ที่เป็นมีดดาบจึงมีเพียง ๒ เล่มเท่านั้น 

เมื่อวันเสาร์ ๕ ที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๖ หลวงปู่ขันแก้วได้อนุญาตให้คุณหมอสมสุขทำเป็นแบบพระขรรค์และแบบมีดพระขรรค์(มีดหมอ) ได้ปลุกเสกให้หลายครั้งก่อนวันเสาร์ ๕ ที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๖ ที่วัดอีกครั้งก่อนหน้ามรณภาพ ๓ เดือน 

ในวันเสาร์ ๕ ที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๖ หลวงปู่ขันแก้วได้ลงตะกรุดยันต์ดาบสหลีกัญชัยรุ่นพิเศษ(รุ่นแม่ทัพธรรม) ดอกใหญ่กว่าทุกรุ่นไว้ ๑ ชุดและได้ลงตะกรุดในแบบต่างๆให้กับคุณหมอสมสุขไว้ เรียกว่า “ทำอย่างชนิดทิ้งทวน” 

หลวงปู่ขันแก้ว ท่านตื่นจากจำวัดเวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น. ตะกรุดต่างๆ ได้ลงเสร็จแล้วในตอนกลางคืน คือทำล่วงหน้าไว้หลายอย่าง แต่เฉพาะตะกรุดสหลีกัญชัยดอกใหญ่รุ่นแม่ทัพธรรมนี้ ท่านได้ลงเมื่อรุ่งเช้าของวัดเสาร์ ๕ ที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๖ เมื่อแสงทองขึ้นจากขอบฟ้าและเห็นเส้นสายลายมือ หลวงปู่ท่านลงจนเสร็จหมดทุกดอก 

และหลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว หลวงปู่ท่านสั่งให้นำมงคลวัตถุทั้งหมดที่ได้เตรียมไว้ขึ้นไปทำพิธีใหญ่ปลุกเสกเดี่ยวบนพระวิหารในตอนเช้าและในตอนค่ำ หลวงปู่ได้ไปนั่งปรกปลุกเสกในพิธีพุทธาภิเษกที่อนุสาวรีย์พระนางจามเทวีที่จังหวัดลำพูน....

 

(พระแสงขรรค์ชัยศรี อักขระตัวเดียวกับที่ลงดาบสหรีกัญชัย) 

สำหรับเรื่องของ “ความเกี่ยวพันกับเจ้าของพระขรรค์ไชยศรีหรือดาบหลีกัญชัยในอดีตชาติ...” มีที่มาที่ไปดังนี้ครับ 

คุณพ่อได้เล่าให้ฟังว่า ในวันเสาร์ ๕ ที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๖ คุณพ่อได้เรียนถามหลวงปู่ว่า 

“ดาบสหลีกัญชัยนี้กับพระขรรค์ไชยศรี ของพ่อขุนผาเมืองมีความเกี่ยวข้องกันใช่ไหมครับ” 

หลวงปู่ตอบว่า...”แม่น” (หมายถึงมีความเกี่ยวข้องกัน) 

คุณพ่อก็ได้เรียนถามต่อว่า... 

“ตำราลงยันต์ดาบสหลีกัญชัย ก็ได้ลงพระขรรค์ไชยศรีของพ่อขุนผาเมืองใช่ไหมครับ” 

หลวงปู่ขันแก้วก็ตอบว่า “แม่น” อีก 

“ถ้าอย่างนั้น ยันต์ดาบสหลีกัญชัยก็เป็นของพ่อขุนผาเมืองใช่ไหมครับ” 

หลวงปู่ขันแก้ว ก็ตอบ “แม่น” อีก 

คุณพ่อก็เรียนถามท่านต่อไปอีกว่า 

“ที่มาตกอยู่ที่เมืองเหนือก็เพราะได้มอบตำรายันต์ดาบสหลีกัญชัยไว้กับพ่อขุนเม็งรายใช่ไหมครับ” 

หลวงปู่ขันแก้วก็ตอบว่า “แม่น” (เพราะรู้ว่ากรุงสุโขทัยรักษายันต์ดาบนี้ไว้ไม่ได้ จึงได้ให้เก็บไว้ทางเมืองเหนือ เพื่อรอผู้เป็นเจ้าของมาทำในอนาคต) 

คุณพ่อเห็นว่า “ไฟเขียวได้เปิดทางแล้ว” ก็เลยเรียนถามต่อว่า 

“ที่หลวงปู่ครูบาชุ่มบอกว่า เป็นหน้าที่ของหลวงปู่ ก็แสดงว่าหลวงปู่เป็นเจ้าของยันต์ดาบสหลีกัญชัยในอดีตชาติและเป็นเจ้าของพระขรรค์ไชยศรีด้วยใช่ไหมครับ” 

หลวงปู่ขันแก้ว ท่านก็”พยักหน้ารับ”ต่อหน้าผู้ที่ร่วมนั่งฟังอยู่หลายคน มีคุณวันชัย แก้วทับทิม คุณบุญทอง อมรทวีชัยและหลานหลวงปู่ในวันนั้น 

คุณพ่อได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่มาเล่าเชียร์หลวงปู่หรือเชียร์เพื่อขายมงคลวัตถุเข้าพกเข้าห่อในภายหลัง มงคลวัตถุที่หลวงปู่ได้ปลุกเสกไว้ก็จะเก็บรักษาไว้เพื่อให้เป็นของขวัญในการร่วมทำบุญกับคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก ตามสภาพของการทำบุญและราคาของตลาดในปัจจุบัน เพื่อจะหารายได้เอาไปสร้างวัตถุอันเป็นที่ระลึกถึงคุณงามความดีของหลวงปู่ขันแก้วต่อไป....และคุณพ่อก็ได้บอกผู้เขียนว่า... 

หลวงปู่ขันแก้ว อุตตโม ก็คือ”ผู้เป็นเจ้าของพระขรรค์ไชยศรีและยันต์ดาบสหลีกัญชัยกลับชาติมาเกิด” 

หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโกท่านเป็นพระที่มีอภิญญาหลายอย่าง จึงได้บอกกับหลวงปู่ขันแก้วไว้ว่า “เป็นหน้าที่ของเปิ้น” คือเป็นหน้าที่ของหลวงปู่ขันแก้วที่จะต้องทำในปัจจุบันชาตินี้....

หลวงปู่ยังได้กล่าวกับคุณพ่ออีกว่า

 

“ถ้าโยมหมอและคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก ไม่มีความกตัญญู กตเวทิตา ต่อหลวงปู่ครูบาชุ่มและครูบาขันแก้ว ก็ให้ทำลายยันต์ดาบสหลีกัญชัยตำรับนี้ทิ้งเสียและไม่ต้องสร้างเป็นมงคลวัตถุด้วย...” 

แต่ที่หลวงปู่ได้เห็นแล้วว่าโยมหมอและคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก มีความกตัญญู กตเวทิตาจริง จึงได้นำออกมาทำให้กับคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก เพื่อให้ได้รู้เรื่องความเป็นมาในอดีตของ “พระขรรค์ชัยศรี หรือ ดาบสหลีกัญชัย” 

ในวันเสาร์ ๕ ที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๖ หลวงปู่ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า.. 

“ยันต์ดาบสหลีกัญชัยนี้เป็นพญายันต์” และห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือนำไปยัดใส่ไว้ในตะกรุดอื่นๆ (คือมีผู้จะเอาไปใส่ไว้ในตะกรุดลูกหนังควายเผือก) 

“ยันต์ดาบสหลีกัญชัย” มีอำนาจให้คนเกรงกลัว เกรงขาม มีทั้งความคงกระพัน แคล้วคลาด กันพวกข่าม คุณไสยต่างๆอีกด้วย มีอยู่กับตัวหรือเก็บไว้ในบ้านเรือนก็เป็นสิริมงคลด้วย...

 

(มีดดาบเนื้อทองระฆัง ขนาดหกนิ้ว) 

แน่นอนครับผมไม่ปฏิเสธว่า เรื่องความเป็นมาของ”ดาบสหรีกัญชัย”มีมากมายหลายเรื่อง แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในทุกเรื่องล้วนมีลักษณะร่วมสากลบนรากฐานของศาสนา แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกเช่นกันก็คือเรื่องของ “ดาบสหรีกัญชัย” ที่จะต้องถูกตีความใหม่ออกไปบ้างตามเวลาและสถานที่… 

คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโกและผู้ที่เคารพในหลวงปู่ครูบาขันแก้ว ทุกคนพร้อมใจกันเชื่อในเรื่องความเป็นมาของ “พระยันต์ดาบสหรีกัญชัย”

 

แน่นอนครับว่า การที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างให้ความเชื่อมั่นและเดินทางตามความเชื่อด้วยความคิดแบบเดียวกันมาเป็นเวลายาวนานเกือบสามสิบปี ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายๆ 

หลายครั้งที่”ความเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง”ถูกกระทบจากเสียงรอบข้าง.. 

เรื่องราวของการได้มาซึ่ง “ตำราลงยันต์ดาบสหรีกัญชัย” ก็ได้ถูกนำมาชี้แจงอยู่ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูอุดมขันติธรรม(ครูบาขันแก้ว) แล้ว...

....ก็สุดแท้แต่ใครจะเชื่อกันขนาดไหน... 

แต่สำหรับ “คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโกและผู้ที่เคารพในหลวงปู่ครูบาขันแก้ว” แล้ว พวกเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นคือ “ความจริง” และความจริงดังกล่าวนั้นได้ก่อให้เกิด…ความศรัทธาในตัวของหลวงปู่ครูบาขัน
 
วันที่ 2 มิถุนายน 2557
มีผู้เข้าชม 1886 ครั้ง
[ดูบทความทั้งหมด]
 

หน้าแรก  |  รายการพระเด่นร้านค้า  |  รายการพระเครื่อง  |  ร้านพระเครื่อง  |  ติดต่อโฆษณา

Copyright 2013 - 2019  ©  www.spirit-pra.com
เบอร์โทรศัพท์. 086-3962846    E-mail: spiritpra.wm@gmail.com