สปีริตพระดอทคอม
ประวัติ หลวงพ่อมุม โฆษโก วัดนาสัก อ.สวี จ.ชุมพร
ประวัติ หลวงพ่อมุม โฆษโก วัดนาสัก  อ.สวี  จ.ชุมพร

           เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.๒๕๑๙  ขณะที่ผมยังเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ  ชั้นปีที่ ๒  ตอนนั้นผมมีอายุ ๒๐ ปี  ผมได้อ่านพบประวัติของท่านในนิตยสารฉบับหนึ่ง  จากบทความนั้นทำให้ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหาโอกาสไปนมัสการท่านให้ได้  แต่มาติดอยู่ตรงที่ผมยังต้องเรียนหนังสืออยู่  รวมทั้งยังต่อด้วยการฝึกภาคสนามอีก  ผมจึงต้องรอให้ปิดเทอมเสียก่อน  ซึ่งบังเอิญเพื่อนของผมคือ นักเรียนนายเรืออากาศ บุญสิทธิ์ มณฑิพย์ (ปัจจุบันยศ พลอากาศตรี และเกษียณอายุแล้ว) เป็นคน จ.ชุมพร และจะกลับบ้านทุกครั้งที่ปิดเทอม  ผมจึงต้องรอแต่เวลาที่จะมาถึงเท่านั้น
           เมื่อถึงช่วงปิดเทอม ผมกับเพื่อนบุญสิทธิ์จึงได้ลงไป จ.ชุมพร โดยรถ บขส. เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๙  ผมไปนอนค้างอยู่หลายวันที่บ้านเพื่อนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยเท่าใดนัก  ผมจึงมีโอกาสได้ไปนมัสการหลวงพ่อสงฆ์  ที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยด้วย
          พอถึงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๑๙  ผมกับเพื่อนได้นั่งรถประจำทางที่วิ่งระหว่างอำเภอมาลงที่ อ.สวี  จากนั้นก็จ้าง จยย. คนละคันไปวัดนาสัก  ผมจำได้ว่าทางเข้าไปวัดนาสักนั้น  จากถนนใหญ่ลึกเข้าไปประมาณ ๘ ก.ม. และสภาพถนนนั้นค่อนข้างจะทรุดโทรม  เพราะเป็นถนนลูกรังมีหลุมมีบ่อตลอดทาง  หน้าร้อนพอรถวิ่งฝุ่นก็ตลบไปทั่ว  พอหน้าฝนถนนก็จะกลายเป็นทะเลโคลน  จนรถยนต์แทบเข้าไปไม่ได้  ส่วนทั้ง ๒ข้างทางนั้นเป็นสวนสลับกับป่าไม้ดูครึ้มไปตลอดทาง  มันดูเปลี่ยวจนน่ากลัวเหมือนกัน  ถ้าเป็นกลางคืนยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยครับ วัดนาสักสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ทั้งวัดมีเพียงโบสถ์เล็กๆเก่าๆ  กุฏิเก่าๆ และหอฉันสร้างด้วยไม้เก่าๆอีก ๑ หลัง  หลวงพ่อมุมท่านเป็นพระที่สมถะมากจริงๆครับ  ท่านไม่ยึดติดกับสิ่งของใดๆเลย  จากที่เห็นบนกุฏิในห้องของท่านนั้น  มีเพียงเตียงไม้เก่าๆที่ท่านใช้จำวัดอยู่ทุกวัน  และที่ท้ายเตียงจะมีแผ่นทองคำเปลวปิดเต็มไปหมด  (ซึ่งเป็นแผ่นทองคำเปลวที่พวกทหารที่ไปรบในเวียดนามกลับมาได้ปิดทองเอาไว้  เพราะทหารที่มานั้นได้รับตะกรุดจากท่านไป และได้กลับมาอย่างปลอดภัยเกือบทุกคน)  นอกจากนั้นก็มีมุ้งโทรมๆคร่ำคร่า ๑ หลัง  มีวิทยุทรานซิสเตอร์เก่าๆแบบหูหิ้วที่มีแต่เครื่องกับหน้าปัด  ไม่มีฝาหลัง ฝาข้างแต่อย่างใด  รอบๆโต๊ะหมู่บูชามีกระป๋องชาเก่าๆตั้งอยู่หลายสิบใบ  และมีหนังเสือ  มีดหมอ  ติดอยู่ที่ข้างฝาห้อง
           ครั้งแรกที่ผมได้พบท่าน  ท่านได้ถามว่ามาจากไหน?  ผมก็เรียนท่านว่าผมกับเพื่อนเป็นนักเรียนนายเรืออากาศมาจากกรุงเทพฯ  ที่มาวันนี้ก็เพื่อมานมัสการ และขอตะกรุดจากท่าน  ซึ่งท่านก็บอกว่าถ้าต้องการตะกรุดต้องเอาแผ่นตะกั่วมาให้ท่าน ๓ แผ่น  ซึ่งผมก็เตรียมมาแล้ว  โดยเป็นแผ่นทอง นาก เงิน  ที่หาซื้อเตรียมมา  ซึ่งพอท่านเห็นท่านก็บอกว่าไม่ใช่แบบนี้  เพราะแบบนี้มันแข็งม้วนไม่อยู่ และต้องเป็นตะกั่วอ่อนอย่างเดียวทั้ง ๓ แผ่น  พร้อมทั้งให้ซื้อเชือกร่มมาด้วย ๑ เส้น  ซึ่งจะได้ ๑ ชุด (๑ ชุดมี ๓ ดอก) โดยหาซื้อได้ที่ร้านทองในตลาด อ.สวี  มาทิ้งไว้ให้ท่านแล้วท่านจะลงยันต์-ปลุกเสกให้  จากนั้นค่อยมารับในวันหลัง
           ด้วยความที่อยากได้ตะกรุดผมจึงได้จ้างรถ จยย. ที่ให้รออยู่ (เพราะจะมีรถสองแถววิ่งเข้า-ออก วันละเที่ยวเดียวเท่านั้น)  วิ่งไปซื้อที่ร้านทองในตลาด  แล้วกลับมาที่วัดนาสักอีกครั้ง  หลังจากที่ท่านรับแผ่นตะกั่วพร้อมเชือกร่มไปแล้ว  ท่านก็ให้จดชื่อของผมไว้ และนัดให้มารับในวันหลัง
           ในระหว่างปี ๒๕๒๑-๒๕๒๙  ผมมีโอกาสได้ไปนมัสการท่านอีกรวม         ๗ ครั้ง  คือตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนนายเรืออากาศจนเรียนจบเข้ารับราชการ  ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวกับหลวงพ่อมุมที่น่าบันทึก จดจำ และบันทึกไว้ก็คือ  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมต้องนอนค้างที่วัดเพราะท่านสงสารเห็นมาไกลมาลำบากจากกรุงเทพฯ  ท่านจึงทำตะกรุดให้ผมคืนนั้นเลย  เพื่อที่จะได้รับในตอนเช้าพรุ่งนี้  อย่างที่เรียนให้ทราบที่วัดนาสักไฟฟ้ายังไม่มีใช้  ดังนั้นพอตกค่ำบริเวณวัดก็มืดไปหมด  มืดเหมือนที่ผมฝึกในป่าเลย  เรียกเอาฝ่ามือมาจ่อตรงหน้ายังไม่เห็นเลย  บนกุฏิจึงใช้เทียนให้ความสว่างอย่างเดียว  อะไรไม่ลำบากเท่ากับปวดฉี่เพราะผมไม่กล้าลงจากกุฏิไปฉี่ซึ่งมีห้องส้วมไม้เก่าๆอยู่ห่างจากกุฏิประมาณ ๒๐ เมตร  อีกอย่างมันมืดมากแถมยังมีหมาวัดดุๆอีก ๔-๕ ตัว นอนอยู่ใต้กุฏิอีก  ผมจึงต้องทนทรมานอั้นฉี่ไว้จนถึงเช้า  ผมตื่นมามองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นท่านเดินบิณฑบาตอยู่พอดี  หลังจากท่านกลับมาแล้วท่านก็ไปที่หอฉันแล้วให้เด็กมาตามผม  ขณะที่ท่านฉันเช้าอยู่  ด้วยความเมตตาท่านก็อนุญาตให้ผมทานข้าวได้เลย  อาหารก็เป็นในแบบของชาวบ้านจริงๆครับ  แต่ขนาดนั้นก็ยังอุตส่าห์มีขนมให้ทานด้วย  สำหรับผมไม่มีปัญหาอะไร  อร่อยดีเหมือนกันครับ  หลังจากนั้นท่านก็ให้ไปรับตะกรุดที่กุฏิ




            ในการรับตะกรุดจากท่านนั้น  ท่านจะนั่งบนหนังเสือ  มือขวาจะถือมีดหมอ  แล้วให้ผมนั่งหันหน้าเข้าหาท่าน  จากนั้นท่านก็จะสวดบริกรรมคาถาพร้อมทั้งสับมีดหมอลงที่พื้นเป็นจังหวะๆ  ผมได้มารับตะกรุดจากท่านอยู่หลายครั้ง  สองสามครั้งแรกผมสังเกตว่าการบริกรรมคาถาของท่านบางครั้งท่านก็ใช้เวลาบริกรรมคาถานาน   แต่บางครั้งก็ไม่นาน  ผมเองก็ไม่ได้ถามท่านหรอกครับ  แต่เดาเอาว่าน่าจะขึ้นอยู่กับกำลังของวันที่ผมไปรับตะกรุดคือ  วันอาทิตย์ ๖, วันจันทร์ ๑๕, วันอังคาร ๘, วันพุธ ๑๗, วันพฤหัสบดี ๑๙, วันศุกร์ ๒๑ และวันเสาร์ ๑๐  ซึ่งก็คงเป็นไปตามที่ผมคิดเพราะช่วงหลังผมมารับในวันอาทิตย์หรือไม่ก็วันอังคาร  ปรากฏว่าท่านใช้เวลาไม่นานจริงๆ  ไม่ใช่อะไรหรอกครับ  ผมสงสารท่านเพราะกลัวท่านจะเหนื่อยมากเกินไป  ท่านอายุมากแล้ว (ปี ๒๕๑๙ ท่านอายุ ๗๙ พรรษา) และท่วงทำนองการสวดบริกรรมคาถานั้นกระแทกกระทั้นดุดันมาก แต่ก่อนที่จะรับตะกรุดจากท่านนั้น  ท่านจะให้รับสัจจะหรือข้อห้ามจากท่านก่อน  ซึ่งมีอยู่ ๔ ข้อคือ  

                              ๑.  ห้ามผิดเมียผู้อื่น
                              ๒.  ห้ามร่วมสังวาสขณะที่ตะกรุดอยู่กับตัว
                              ๓.  ห้ามด่าแม่ขณะกำลังปะทะต่อสู้กัน
                              ๔.  ห้ามคนอื่นจับต้องตะกรุด

                   ในเรื่องข้อห้ามนี้ท่านได้กรุณาอธิบายขยายความให้ผมฟังดังนี้

             ในข้อที่ ๑  ห้ามผิดเมียผู้อื่น  ท่านบอกว่าเมียของคนอื่นอย่าไปทำเขา  ผมก็ถามท่านว่าในกรณีที่เราไม่รู้ว่าผู้หญิงมีสามีอยู่แล้วล่ะครับ  ผิดข้อห้ามหรือไม่เพราะเราไม่มีเจตนา  ท่านบอกว่า “ผิด” จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามถือว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจ้าของอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรสหรือไม่ก็ตาม  และให้ระวังพวกผู้หญิงหากินไว้ด้วยเพราะบางคนอาจมีสามีเป็นตัวเป็นตนอยู่แต่มาหากินทางนี้  ตอนนั้นท่านคงเห็นผมยังหนุ่มแน่นอยู่  จึงบอกว่าผู้หญิงอื่นๆมีเยอะแยะไป

             ในข้อที่ ๒  ห้ามร่วมสังวาสขณะที่ตะกรุดอยู่กับตัว  ท่านไม่ได้อธิบายอะไรนอกจากบอกให้ถอดออกก่อนเท่านั้น

             ในข้อที่๓  ห้ามด่าแม่ขณะกำลังปะทะต่อสู้กัน  ท่านบอกว่าแม่เป็นสิ่งที่ต้องให้ความเคารพ  การด่าแม่จะไปกระทบถึงแม่ทั้ง ๑๐ เท่าที่ผมจำได้ตอนนั้นก็มี  แม่ซื้อ  แม่พระธรณี  แม่ทัพ  แม่พระคงคา ฯลฯ

              ในข้อที่๔  ห้ามคนอื่นจับต้องตะกรุด  ท่านบอกว่าคนอื่นนั้นเราไม่แน่ใจว่าจะบริสุทธิ์พอหรือไม่  เขาอาจไปผิดเมียคนอื่นอยู่  การมาจับตะกรุดของเราจะทำให้ตะกรุดเสื่อมความขลัง  แล้วจะเกิดผลร้ายต่อเราเองอาจถึงแก่ชีวิตได้  ผมก็เรียนถามท่านว่าแล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าตะกรุดเสื่อม?  ท่านบอกว่า ตะกรุดจะหัก!  หากมีคนมาขอดูให้เราจับตะกรุดหรือเชือกร่มเอาไว้ด้วย  จะยังถือว่าเป็นของเราอยู่

              ในเรื่องข้อห้ามเหล่านี้นี่เองที่ทำให้หลายๆคนไม่กล้าที่จะรับวัตถุมงคลของท่าน  เพราะท่านบอกแล้วว่า “หากผิดสัจจะอาจถึงแก่ชีวิตได้!”

               ท่านได้กรุณาเล่าตัวอย่างให้ผมฟังถึงเรื่องที่มีคนอื่น(ไม่บริสุทธิ์)มาจับต้องตะกรุดว่า  มีผู้ใหญ่บ้านแถวในละแวกวัดอยู่คนหนึ่งมักจะมีศัตรูคอยดักทำร้ายอยู่   จึงมาขอตะกรุดจากท่านไป  หลังจากนั้นไม่นานก็กลับมาเล่าให้ท่านฟังว่าถูกคนแอบซุ่มยิงขณะออกจากบ้านไปทำธุระ  ได้ยินแต่เสียงแช๊ะ แช๊ะ  แล้วก็มีเสียงวิ่งหนีไป  แต่แล้วมีอยู่วันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านคนเดียวกันนี้ได้ออกจากบ้านไป  โดยลืมตะกรุดที่แขวนไว้กับเสาบ้านติดตัวมาด้วย  และให้บังเอิญมีญาติผู้หญิงคนหนึ่งมาจากต่างจังหวัดมาเยี่ยม  ผู้หญิงคนนี้มีอาชีพขายบริการ  เมื่อขึ้นมาบนบ้านเห็นตะกรุดแขวนอยู่จึงเข้าไปจับดู  เมื่อผู้ใหญ่บ้านกลับมาก็ไม่ทราบแต่อย่างใด  หลายวันต่อมาผู้ใหญ่บ้านได้ออกจากบ้านโดยนำตะกรุดติดตัวไปด้วย และวันนั้นผู้ใหญ่บ้านคงถึงที่ตาย  เพราะคู่อริได้กลับมาดักยิงอีกคราวนี้ไม่รอด!

               อีกเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟังเป็นการเตือนใจก็คือการด่าแม่  ท่านบอกว่ามีพวกทหารที่ขอตะกรุดจากท่านไปรบในเวียดนามแล้วกลับมาเล่าว่า   มีเพื่อนทหารคนหนึ่งที่ได้รับตะกรุดจากท่าน  ขณะกำลังทำการลาดตระเวนอยู่นั้นได้ถูกพวกเวียดกงซุ่มโจมตี  ทหารผู้นั้นถูกยิงไปหลายนัดแต่ไม่เข้า  ด้วยความฮึกเหิมผสมกับความโกรธจนลืมตัวเผลอปากด่าแม่ออกไปขณะยิงต่อสู้กัน  ทีนี้พอพวกเวียดกงยิงมาก็เลยโดนเข้าไปหลายนัดเสียชีวิตทันที!

               อีกครั้งในการรบที่ลาว  ทหารไทยคนหนึ่งที่ได้รับตะกรุดจากท่านไป  ได้เหยียบกับระเบิดขณะทำการลาดตระเวนอยู่  เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับร่างของทหารผู้นั้นลอยขึ้นไปหลายเมตรแล้วตกลงมากับพื้นดิน  ปรากฏว่าไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด!

               ทั้ง ๓ เรื่องนี้ท่านเล่าให้ผมฟังด้วยตัวเอง  ยังมีตัวอย่างจากหนังสือประวัติหลวงพ่อมุมอีก ๓-๔ เรื่อง แต่ผมไม่ได้ยินจากปากท่าน  ผมจึงขออนุญาตผ่านนะครับ

               นอกจากตะกรุดแล้ว  ท่านยังมีของสุดยอดอีกอย่างหนึ่งที่หลายๆคนปรารถนา  นั่นก็คือ “หน้าผากเสือ”  

              “หน้าผากเสือ” เป็นสุดยอดวัตถุมงคลของหลวงพ่อมุม  วัดนาสัก  อ.สวี จ.ชุมพร  มีน้อยคนนักที่จะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ  เนื่องจากเป็นของที่หายากเพราะท่านเคยบอกกับผมว่า  หน้าผากเสือของท่านนั้นต้องใช้ ๒ ชิ้น เป็นของเสือตัวผู้และเสือตัวเมีย  มาลงอาคมแล้วประกบกันไว้  หากผมหามาได้ท่านก็จะทำให้  ตอนนั้นผมเป็นเพียงนักเรียนนายเรืออากาศ  จึงไม่มีปัญญาที่จะหามาได้  แต่..........................


              ผมได้เขียนลงสมุดบันทึกประจำวันวันเสาร์ที่  ๑๘ มกราคม ๒๕๒๙  ไว้ว่าวันนั้นผมในฐานะ ผบ.ร้อยฝึก กองพันทหารอากาศโยธิน  กองบิน ๗๑  อ.พุนพิน  จ.สุราษฎร์ฯ  ได้นำข้าราชการและครอบครัวของกองร้อยฝึก  ไปนมัสการและรับตะกรุดจากหลวงพ่อมุมตามที่ท่านได้นัดหมายไว้  โดยที่ก่อนหน้านี้ผมได้ไปนมัสการท่านพร้อมทั้งนำแผ่นตะกั่วไปให้ท่านไว้เท่ากับจำนวนที่ลูกน้องสั่งจองไว้   แล้วเดินทางโดยรถบัสของกองบิน ๗๑  แต่ก่อนไปรถได้ผ่านหน้าบ้านพักของรอง ผบ.พันฯ  เห็นท่านกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน  ผมจึงให้รถจอดแล้วชวนท่านไปด้วย  แต่ท่านปฏิเสธ!  ผมจึงเซ้าซี้ชวนอยู่อีก ๒ ครั้ง  ท่านจึงยอมไปด้วย 


               เมื่อไปถึงวัดนาสัก  ผมได้นำทุกคนไปนมัสการหลวงพ่อมุม  ซึ่งท่านก็ได้ลงมาต้อนรับที่ชั้นล่างของกุฏิ  เนื่องจากว่าในห้องของท่านไม่สามารถรับคนได้หมด  หลังจากคุยกันอยู่ครู่หนึ่งท่านก็บอกให้ขึ้นไปรับตะกรุดในห้องข้างบน  ก็มีผม  รอง ผบ.พันฯ และลูกน้องอีก ๒-๓ คน  แล้วท่านก็ทำพิธีกรรมอย่างที่เคยเขียนไว้ตอนต้น  โดยผมเป็นตัวแทนรับตะกรุดทั้งหมด  หลังจากนั้นท่านก็ถามว่า “ที่มานี้ใครใหญ่ที่สุด?”  ผมหันหน้าไปมองรองฯ   รองฯก็พยักหน้าให้ผมเข้าไป  ผมเข้าใจว่าหลวงพ่อมุมท่านคงจะให้เหรียญของท่าน  ผมจึงบอก รองฯให้เข้าไป  รองฯจึงคลานเข้าหาหลวงพ่อมุม  ท่านก็หยิบของส่งให้กับมือรองฯ  ปรากฏว่าของสิ่งนั้นคือ “หน้าผากเสือ”  ผมงี้หัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม



เสือรุ่นแรก หลวงพ่อมุม


              เชื่อไหมครับว่าผมกินอะไรๆไม่อร่อยเลยแม้แต่มื้อเดียวถึง ๓ เดือน!  ไม่มีอารมณ์สนุก  กลายเป็นคนหงอยเศร้าไปเลย  ด้วยความเสียดาย และผิดหวังอย่างแรง  จนกระทั่งถึงเดือนที่ ๔  ผมมาคิดว่าเราจะมาเสียอกเสียใจอะไรกันนักหนา  ของๆนี้คงไม่ใช่ของเรา  ถ้าเป็นของเราเราต้องได้   เพราะตั้งแต่เริ่มแรกแล้วที่ชวนรองฯ  เขาไม่อยากไปผมก็ไปเซ้าซี้เขา  บนกุฏิรองฯก็พยักหน้าให้ผมเข้าไปหาหลวงพ่อมุม    ผมก็ให้รองฯเข้า  รองฯจึงได้ “หน้าผากเสือ”ไป  นี่คงเป็นของของรองฯจริงๆ  ไม่ใช่ของของเรา  ผมคิดเพียงเท่านี้ผมก็รู้สึกโล่งสบายใจเหมือนยกภูเขาที่แบกไว้ออก
               เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ กว่าปี  ผมได้มาเขียนเรื่องนี้  จึงขออดีตรอง ผบ.พันฯ ท่านดูเพื่อถ่ายรูปมาประกอบเรื่อง  แต่ปรากฏว่า “หน้าผากเสือ” ที่เป็น ๒ ชิ้นประกบคู่กันนั้น    ได้ถูกตัดแบ่งออกแจกจ่ายให้ลูก และคนอื่นๆ  จึงเหลือเพียงที่เห็นในรูปเท่านั้น!  แต่ก็แปลกที่ว่าผมไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย  คงเป็นเพราะที่ผมทำใจได้ตั้งแต่คราวนั้น
               สำหรับประวัติของหลวงพ่อมุม  โฆสโก นั้น ผมขออนุญาตเอามาจากหนังสือประวัติของท่านนำมาลงให้ทราบมีดังนี้ครับ
               หลวงพ่อมุม  มีนามเดิมว่า “มุม จันทร์ประสูติ”  เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๑๑  ปีจอ  พ.ศ.๒๔๔๐  ที่ตำบลปากมะยิง  ใกล้ๆวัดปากกิ้ว  จ.นครศรีธรรมราช  บิดาชื่อ นายเฟื่อง  มารดาชื่อ นางใหม่  ท่านเป็นลูกโทน  ฐานะทางบ้านนับว่าเป็นผู้มีอันจะกิน  เพราะมีที่นานับร้อยไร่  พอท่านอายุได้ ๑๑ ปี  บิดาก็ถึงแก่กรรม  ทำให้ท่านเกิดความสลดใจ และเศร้าใจเป็นอย่างมาก  ท่านอยู่กับมารดาจนมีอายุได้ ๑๘ ปี  คืนหนึ่งท่านฝันเห็นบิดา  ท่านก็มาคิดว่าไม่เคยทดแทนบุญคุณบิดาเลย  จึงคิดจะบวชทดแทนบุญคุณ  ซึ่งมารดาก็ให้การสนับสนุน  ท่านจึงบวชเณรที่วัดท่าโพธิ์  จว.นครศรีธรรมราช  โดยมีพระรัตนธัชมุนี ศรีธรรมราช(ม่วง) หรือเจ้าคุณวัดท่าโพธิ์ เป็นอุปัชฌาย์  ซึ่งกล่าวกันว่าท่านเจ้าคุณเป็นพระสหายอันสนิทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)  เมื่อบวชเณรแล้วท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดปากกิ้ว  บ้านเกิด.
               หลังจากบวชเณรได้ ๑ ปี  มารดาของท่านก็เสียชีวิตไปอีก  ทำให้ท่านเล็งเห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้  การบวชทำให้ท่านมีความสุข และนับว่าเป็นการทดแทนบุญคุณบิดา-มารดาด้วย  ท่านจึงตัดสินใจจะบวชไม่สึก  ส่วนทรัพย์สมบัติ-ที่ดิน  ท่านก็ไม่ไยดี  ให้ญาติๆแบ่งกันไปหมด  พออายุได้ ๒๐ ปี ท่านก็บวชเป็นพระภิกษุโดยอุปัชฌาย์รูปเดิม  ท่านจำพรรษาอยู่จนถึง พ.ศ.๒๔๗๘

               พ.ศ.๒๔๗๘  ออกจาก จ.นครศรีธรรมราช  มาจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์เกษตร  อ.สวี  จ.ชุมพร
               พ.ศ.๒๔๘๑  จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านนา  อ.เมือง  จ.ชุมพร  และเป็นเจ้าอาวาสจนถึง พ.ศ.๒๔๙๐
               พ.ศ.๒๔๙๐  จำพรรษาอยู่ที่วัดกาญจนาราม  อ.กาญจนดิษฐ์  จ.สุราษฎร์ฯ
               พ.ศ.๒๔๙๓  จำพรรษา และเป็นเจ้าอาวาสวัดนาสัก  อ.สวี  จ.ชุมพร  จนกระทั่งมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๓๒

           วัดนาสักเป็นวัดที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า  ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่จากคนรุ่นก่อนๆที่บอกต่อๆกันมาว่า  วัดนาสักนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒


การเริ่มมีชื่อเสียงของหลวงพ่อมุม
           ช่วงที่ท่านบวชอยู่นั้น  เมื่อท่านไปอยู่ที่วัดไหน  ท่านก็สร้างความเจริญให้ที่นั่น  ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือโรงธรรมหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม  ท่านช่วยสร้างทั้งนั้น  ตะกรุดและหน้าผากเสือของท่าน  เมื่อเริ่มดังในทางแคล้วคลาดและอำนาจตบะ  ท่านไปอยู่ที่ไหน  ผู้คนก็หลั่งไหลไปหาท่าน  จนก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกภาคใต้ของไทย ในปี ๒๔๘๔  ท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านนา  คือก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกขึ้นชุมพรราว ๒-๓ วัน  ท่านได้ขนเครื่องรางของขลังที่ท่านปลุกเสกเก็บเอาไว้มาแจกตามหมู่บ้านบริเวณตำบลที่อยู่  แจกไปปากก็บอกไปว่า “เก็บไว้ป้องกันตัวนะ  คนต่างชาติมันจะมารบเมืองเรา”  และก็เป็นจริงดังท่านว่าเมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ามา


รูปหล่อ รุ่นแรก เนื้อนวะโลหะ




เหรียญรุ่นแรก กะไหล่ทอง


            หลังจากนั้นชื่อเสียงของท่านก็เริ่มขจรไปไกล  เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการทหาร  ตำรวจ หรือประชาชน  ต่างก็ปรารถนาวัตถุมงคลของท่าน  มีชาวบ้นแถววัดเคยเล่าให้ผมฟังว่า  แม้แต่แม่ทัพภาคที่ ๔  ยังเคยมานมัสการท่าน.


ล็อคเก็ต รุ่นแรก ปี 2520


มรณภาพ
           หลวงพ่อมุม โฆสโก  มรณภาพเมื่อวันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๒  นับได้ ๗๒ พรรษา  สิริอายุ ๙๒ พรรษา  ปัจจุบันทางวัดได้เก็บสรีระของท่านในโลงแก้ว  เพื่อให้ผู้ที่เคารพนับถือท่านได้มากราบไหว้  ซึ่งศิษยานุศิษย์ได้กำหนดให้ทุกวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปี  เป็นวันทำบุญอุทิศให้ท่าน.


วัดนาสักในปัจจุบัน
             เส้นทางการเดินทางไปวัดนาสัก อ.สวี จ.ชุมพร  ในปัจจุบันสะดวกมาก  หากมาจาก กทม. ก่อนถึง อ.ท่าตะโก  ประมาณ ๒ ก.ม. จะเห็นปั๊มน้ำมัน ปตท.อยู่ทางขวามือ  ต่อจากปั๊มน้ำมัน ปตท. จะมีถนนทางเข้าวัดนาสัก  เป็นถนนลาดยางตลอดสายลึกประมาณ ๘ ก.ม. ก็จะถึงวัด 


คาถาอาราธนาวัตถุมงคลของหลวงพ่อมุม โฆสโก

                               อิติปิโส  ภควา  พุทธัง  ธรรมมัง  สังฆัง  อาราธนานัง  อธิฐามิ.   




ที่มา : atatat99.blogspot.com & ท่าพระจันทร์ดอทคอม


 
วันที่ 15 มิถุนายน 2557
มีผู้เข้าชม 1404 ครั้ง
[ดูบทความทั้งหมด]
 

หน้าแรก  |  รายการพระเด่นร้านค้า  |  รายการพระเครื่อง  |  ร้านพระเครื่อง  |  ติดต่อโฆษณา

Copyright 2013 - 2019  ©  www.spirit-pra.com
เบอร์โทรศัพท์. 086-3962846    E-mail: spiritpra.wm@gmail.com